Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 22 เมษายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์  วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานอาเซียนด้านการป้องกันปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ (ASEAN Working Group on Anti-Online Scam: WG-AS) ครั้งที่ 5 ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนจำนวน 10 ประเทศ ร่วมด้วยสำนักเลขาธิการอาเซียน    สำหรับการประชุมคณะทำงาน WG-AS ครั้งที่ 5 ได้มีการพิจารณาประเด็นสำคัญ ได้แก่  (1) การรับทราบรายงานเอกสารผลลัพธ์ที่สำคัญของคณะทำงานฯ ของปีที่ผ่านมา  (2) การพิจารณาข้อเสนอแนวคิดโครงการ (Concept Note) ที่เสนอจะดำเนินการในปี 2569  (3) การพิจารณาข้อเสนอแนวคิดโครงการ The 2025 U.S.-ASEAN Combating Online Scams Concept Note ของสหรัฐอเมริกา เพื่อดำเนินการร่วมกับคณะทำงาน WG – AS ซึ่งเป็นความร่วมมือกับภาคเอกชน ได้แก่ Meta Google และ The Industry Traceback Group โดยสหรัฐฯ เสนอการจัดกิจกรรมการประชุมหารือโต๊ะกลมด้านนโยบาย เพื่อแสวงหาแนวทางการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการพิจารณาข้อเสนอความร่วมมือระหว่าง Global Anti Scam Alliance (GASA) ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อการปกป้องผู้บริโภคทั่วโลกจากการถูกหลอกลวงออนไลน์  และ (4) การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการดำเนินการเข้าร่วมภาคีอนุสัญญาดังกล่าว และจะเข้าร่วมพิธีลงนาม ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในเดือนตุลาคม 2568 โดยประเทศไทยขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพิจารณาการลงนามในอนุสัญญาฯ เพื่อแสดงถึงความพยายามที่จะต่อสู้กับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และแสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของภูมิภาคอาเซียน   นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนากฎระเบียบและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ของประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ การเสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และการปรับปรุงหรือออกกฎหมายใหม่เพื่อให้สามารถต่อสู้กับการหลอกลวงออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประเทศไทยได้นำเสนอการดำเนินการของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และการออก พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568



ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์  วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยและประธานการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลและผู้นำสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 1  (The 1st ASEAN Digital Senior Officials Meeting - ASEAN Telecommunications Regulators’ Council Leaders’ Retreat) ประจำปี 2568 เพื่อร่วมหารือและขับเคลื่อนการดำเนินงานความร่วมมือด้านดิจิทัล ภายใต้แผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025 (ASEAN Digital Masterplan 2025) ระหว่างวันที่ 22-23 เมษายน 2568 ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย    ทั้งนี้ในระหว่างการประชุมฯ ประเทศสมาชิกได้นำเสนอข้อเสนอแนวคิด (Concept Note) ของโครงการซึ่งจะดำเนินการในปี 2569 ภายใต้ ADGSOM-ATRC โดยในส่วนของประเทศไทยได้นำเสนอข้อเสนอแนวคิดของโครงการจำนวน 2 โครงการ ได้แก่  (1) ASEAN Guidelines on Disinformation Prevention (AGDP) เสนอโดย สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี  (2) The Study on Telecommunications Infrastructure Safeguard and Future Risks for Scam Prevention in ASEAN เสนอโดย สำนักงาน กสทช. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ในอาเซียน    ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้ร่วมหารือเกี่ยวกับโครงการ ASEAN Digital Masterplan 2026 – 2030 (ADM2030) ซึ่งดำเนินการโดยเวียดนาม เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการพัฒนาด้านดิจิทัลของอาเซียนในห้วง 5 ปีถัดไป โดยแผนแม่บท ADM2030 มีกำหนดจะนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล (ADGMIN) ครั้งที่ 6 ในช่วงเดือนมกราคม 2569 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม   นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ขอให้ประเทศสมาชิกพิจารณาการเข้าร่วมการประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence (GFEAI 2025) ระหว่างวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2568 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งไทยร่วมเป็นเจ้าภาพกับ UNESCO โดยจะเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศสมาชิกได้กระชับความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำแนวทางนำแนวทางที่สร้างสรรค์มาใช้เพื่อยกระดับศักยภาพของ AI เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมกรอบจริยธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของภูมิภาคอาเซียน

วันที่ 23 เมษายน 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เป็นประธานประชุมหารือการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ซึ่งเป็นการยกระดับ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ในการพิจารณาวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ความพร้อมของการดำเนินการของ ศปอท. ในด้านโทรคมนาคม และเรื่องอื่นๆ โดยมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล   โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สามารถรับแจ้งความ สั่งระงับบัญชีได้อย่างรวดเร็ว และติดตามเส้นทางการเงินเพื่อนำเงินคืนให้ผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสียหายในวงกว้างจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

วันที่ 23 เมษายน 2568 นางสาวพิยะดา  สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแถลงข่าวการทดสอบระบบแจ้งเตือนผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (นายภาสกร  บุญญลักษม์) เป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประกอบไปด้วย กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กสทช. ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย (AWN TRUE และ NT) โดยได้กำหนดการทดสอบการส่งแจ้งเตือน Cell Broadcast ผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งระบบ iOS (Version 18 เป็นต้นไป) และ Android (Version 11 เป็นต้นไป) ในเดือนพฤษภาคม 2568 แบ่งพื้นที่การทดสอบออกเป็น 3 ระดับ ใน 4 ภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร ได้แก่ (1) ระดับเล็ก ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ ศาลากลาง จ.เชียงราย จ.สุพรรณบุรี จ.อุบลราชธานี จ.สงขลา และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (อาคาร A, B) (2) ระดับกลาง 7 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ อ.เมืองลำปาง อ.เมืองนครราชสีมา อ.เมืองนครสวรรค์ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี เขตดินแดง กทม. และ (3) ระดับใหญ่ วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จ.อยุธยา จ.อุดรธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.กรุงเทพมหานคร -----------------------------------------------------------------------------------------


ดีอี ลุยปิดบัญชี “พนันออนไลน์” 3 เดือนแรก ปี 68 รวมเกือบ 30,000 URLs พร้อมจับกุมผู้กระทำผิดเกือบ 5,000 ราย เตือน ปชช. มีเอี่ยว เสี่ยงคุก 3 ปี   นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการเฝ้าระวังและติดตาม ปราบปรามการกระทำความผิดที่เป็นอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีของแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญของการก่ออาชญากรรมทางออนไลน์ของมิจฉาชีพ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิด และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม 2568 ( 3 เดือนแรกของปี 68)  กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้น โซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์จำนวนรวม 29,185 URL โดย ตร. สามารถดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีพนันออนไลน์ได้ จำนวน 4,627 ราย   สำหรับประเด็นเรื่องของการปิดกั้นเว็บไซต์/URLs พนันออนไลน์ พร้อมทั้งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ในตระกูล 888.bet รวมที่เปลี่ยนชื่อข้างหน้า หรือข้างหลังนั้น กระทรวงดีอีได้ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2565 โดยปิดกั้นไปแล้วจำนวน 200 URLs และอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาลอีก 118 URLs    ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี ยังได้ยกระดับความเข้มข้นในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการพนันออนไลน์ ร่วมกับ ตร. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดวงจรช่องทางการติดต่อสื่อสาร และการทำธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ ทั้งกระบวนการปิดกั้น ตรวจสอบเส้นทางการเงิน อายัดบัญชีม้า  การตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมดำเนินการจับกุมและยึดทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้อง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอีขอเตือนประชาชนอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว เล่นพนันออนไลน์ เพราะนอกจากสูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากอาจสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล หมายเลขบัตรประชาชน บัญชีธนาคาร หรือข้อมูลอื่นๆ จากการลงทะเบียนเว็บพนันออนไลน์ได้   “การยุ่งเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs พนันออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดให้เล่น ผู้เล่นหรือผู้ที่เผยแพร่ข้อความ (ประกาศชักชวน) จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน โดย ผู้เล่น/ประกาศชักชวน มีความผิดตาม มาตรา 12 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ” นายประเสริฐ กล่าว   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com  #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #รมวประเสริฐ --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 24 เมษายน 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Address) ในพิธีเปิดงาน Girls in ICT Thailand 2025 ภายใต้หัวข้อ “Girls in ICT for inclusive digital transformation” ซึ่งกระทรวงฯ ร่วมกับสำนักงาน กสทช. และ ITU ร่วมกันจัดขึ้นทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเด็กผู้หญิงและสตรีที่สนใจศึกษาในสาขา STEM โดยเฉพาะ ด้าน ICT โดยมีผู้แทนของ United Nation (UN) กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และ ITU เข้าร่วม ณ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. (สำนักงานใหญ่)   ในการนี้ นางสาวกัลยา ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี กล่าวถึงความสำคัญของความก้าวหน้าทางดิจิทัลต้องครอบคลุมทุกคน โดยเฉพาะเด็กหญิงและสตรีรุ่นใหม่ ในขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทุกส่วนของชีวิตเรา ทักษะดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งการเข้าถึงโอกาสเหล่านั้นยังคงไม่เท่าเทียม เด็กหญิงและสตรีมักเผชิญความท้าทายในการได้รับการศึกษา การฝึกอบรม และบทบาทผู้นำทางด้านดิจิทัล กระทรวงฯ จึงได้เปิดตัวโครงการ “Digital for all” เพื่อสร้างความมั่นใจว่าคนไทยทุกคน ทุกเพศทุกวัย จะสามารถเข้าถึงเครื่องมือ ทักษะ และโอกาสอย่างเท่าเทียม

วันที่ 24 เมษายน 2568 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ได้รับการสอบถามจากประชาชน เรื่อง การเปิดรับสมัครลูกจ้างโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “1 อำเภอ 1 ไอทีแมน” โดยมีการอ้างอิงรายละเอียดการรับสมัครบุคคล เพื่อคัดเลือกเป็นลูกจ้างของ “กระทรวงดิจิทัลฯ” ทำงานประจำอำเภอตามภูมิลำเนาของผู้สมัครในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งได้มีการส่งข้อความเปิดรับสมัครบุคคล ในสื่อสังคมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน  Facebook และ Line   ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ตรวจสอบแล้วพบว่า “การรับสมัครลูกจ้างกระทรวงดิจิทัลฯ 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน” เป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า การแอบอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง ขณะที่ปัจจุบันกระทรวงดีอี โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (BDE) เตรียมดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะความรู้เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับกำลังคนดิจิทัลระดับอำเภอ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปิดรับสมัครบุคคล ทำงานประจำอำเภอทั่วประเทศแต่อย่างใด   “กระทรวงดีอี อยู่ระหว่างเตรียมการแจ้งความต่อผู้แอบอ้างเป็นหน่วยงานของกระทรวงดีอี โดยขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ หรือส่งต่อข้อความใดๆ ที่มีการแอบอ้างรับสมัครงานดังกล่าว ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน รวมทั้งทำให้เกิดการเข้าใจผิด ที่มีผลกระทบเป็นวงกว้างในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------



วันที่ 25 เมษายน 2568 นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา "Navigating Thailand's Sustainable Digital Future" ในหัวข้อ "Thailand Digital Growth Engine" ณ ห้อง Crystal Hall B ชั้น 3 โรงแรม The Athenee Hotel Bangkok , a Luxury Collection Hotel 


วันที่ 25 เมษายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงนาม MOU สนับสนุนโครงการ “DE-fence platform” (แพลตฟอร์มกันลวง) เพื่อป้องกัน “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” โทรหรือส่ง SMS หลอกลวงประชาชน จากสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 31 มีนาคม 2568 พบว่า มีการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จำนวนทั้งสิ้น 5.19 แสนคดี หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 5.07 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชน และปัจจุบันยังคงเกิดการหลอกลวงโดย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการที่มิจฉาชีพได้พัฒนาการก่อเหตุโดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านการโทรศัพท์และส่ง SMS ถึงผู้เสียหาย ทั้งนี้ จากการหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระหว่างกระทรวงดีอี กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ที่ประชุมได้เห็นชอบในการดำเนินโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง “DE-fence platform” เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง รวมทั้ง ส่ง SMS หลอกลวง โดยเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการแจ้งเตือนประชาชน ช่วยในการคัดกรองสายเรียกเข้า และข้อความสั้น ของคนร้าย รวมถึงช่วยยืนยันเบอร์โทรจากหน่วยงานสำคัญ เช่น ตำรวจ หรือ สถาบันการเงิน เป็นต้น ภายใต้ชื่อ “DE-fence platform” (แพลตฟอร์มกันลวง) ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการใช้งานป้องกันปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับ DE-fence platform เป็นการบูรณาการการทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม กสทช. ผู้บังคับใช้กฎหมาย อาทิ ตำรวจ และ กระทรวงดีอี เพื่อสอดรับกับนโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และข้อความสั้น (SMS) หลอกลวง นายประเสริฐ กล่าวว่า มาตรการนี้ เป็นการป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ใช้การโทรและ ส่ง SMS หลอกลวงประชาชน ควบคู่กับมาตรการลงทะเบียนผู้ให้บริการส่ง SMS แนบลิงก์ใหม่ทั้งระบบ และต้องมีการลงทะเบียนทุกๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่า ผู้ให้บริการ และ ผู้ส่ง SMS คือใคร รวมทั้งการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความ และลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเครือข่าย ตรวจสอบลิงก์ ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ (End user) “การคัดกรองแยกหมายเลขโทรศัพท์ “Blacklist” และ “Whitelist” ออกจากกัน จะเกิดขึ้นไม่ได้หากหลายภาคส่วนไม่ร่วมมือกัน ไม่ว่าสถาบันการเงิน ค่ายมือถือ กสทช. ตลอดจน ปปง. โดยมาตรการ “DE-fence platform” นี้ เป็น 1 ในหลายๆมาตรการ ที่กำหนดขึ้นเพื่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งก่อเหตุหลอกลวงข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สินของประชาชน ร่วมกับการบังคับใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยเชื่อว่าจะทำให้ความเดือดร้อนของประชาชนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ” รองนายกประเสริฐ กล่าว ด้านนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) หรือ BDE กล่าวว่า ตามที่รองนายกฯ ประเสริฐ ได้สั่งการให้ สดช. หรือ BDE เร่งพัฒนา DE-fence platform ให้พร้อมใช้ในกลางปี 2568 สำหรับจุดเด่น ของ DE-fence platform คือ การเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการโทรคมนาคม เพื่อให้ได้ข้อมูลเลขหมายที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด รวมถึงการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ ตร. ปปง. ศูนย์ AOC 1441 และ กระทรวงดีอี เพื่อใช้ในการเตือนประชาชน ทำให้ประชาชนทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่า เป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ความเสี่ยงของเบอร์โทรอยู่ระดับใด ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS รวมถึงสามารถตรวจหาความผิดปกติของ Link ที่แนบมากับ SMS ได้ เมื่อผู้รับต้องการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังมีระบบการแจ้งความออนไลน์ และการแจ้งอายัดบัญชีคนร้าย ผ่านโทรสายด่วน AOC 1441 พร้อมระบบการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เพื่อส่งข้อมูลให้กับ ตร. ทั้งนี้ระบบจะมีการทำงานแบบ Real time เพื่อเป็นข้อมูลให้กับ ตร. และ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ในการวิเคราะห์และวางแผนในการปราบปรามและป้องกันการหลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดของมิจฉาชีพได้ทันที สำหรับ DE-fence platform จะใช้หลักการในการแบ่งสายโทรเข้า รวมถึง SMS ที่ได้รับ เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.Blacklist หรือ สีดำ ซึ่งเป็นหมายเลขการติดต่อจากคนร้ายที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และแนะนำให้ผู้ใช้บริการเลือก Block หรือ ปิดกั้นแบบอัตโนมัติ 2.Greylist หรือ กลุ่มต้องสงสัย เป็นการติดต่อจากหมายเลขที่ต้องสงสัย อาทิ การติดต่อจากอินเตอร์เน็ต การติดต่อจากต่างประเทศ หรือ หน่วยงานเกี่ยวข้อง หรือ ประชาชนทั่วไปแจ้งว่าเป็นเบอร์ต้องสงสัย โดยระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้บริการได้รู้ถึงระดับความเสี่ยงของสายโทรเข้า หรือ SMS ดังกล่าว และ 3.Whitelist หรือ สีขาว เป็นหมายเลขหน่วยงานที่ลงทะเบียนถูกต้อง และได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นหมายเลขของหน่วยงานรัฐ หมายเลขโทร 3 – 4 หลัก เช่น 1111 อย่างไรก็ตามการพัฒนา DE-fence platform ในระยะแรกจะเน้นที่เบอร์โทร และ SMS ก่อน โดยเฉพาะ whitelist ที่เป็นของหน่วยงานรัฐ ที่คนร้ายมักใช้ในการหลอกลวงประชาชนก่อน และในระยะต่อไปจะขยาย whitelist ให้ครอบคลุมหน่วยงานและบริษัทมากขึ้น พร้อมทั้งขยายการป้องกันและแจ้งเตือน ขณะนี้ DE fence อยู่ระหว่างการทดสอบความปลอดภัยและสามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมาก เนื่องจากประเมินว่าจะมีผู้ใช้ประจำ (active users) กว่า 1 ล้านคน สำหรับการเปิดให้บริการ DE fence แพลตฟอร์ม (BETA version หรือ ระยะทดลอง) จะเริ่มในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ประชาชนหรือผู้สนใจสามารถ download ได้ จากชื่อ "DE-fence" ผ่านทาง google play store และ apple store สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------สำหรับ 16 หน่วยงานที่ร่วมในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการบูรณาการความร่วมมือโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-FENCE) 1) สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม2) สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 3) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 4) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ 5) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์6) ธนาคารแห่งประเทศไทย7) สมาคมธนาคารไทย 8) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 9) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 10) กรมสอบสวนคดีพิเศษ 11) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 12) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ13) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล14) บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) 15) บริษัท บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 16) บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.