Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “โอ้กะจู๋ เสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 159 หุ้น ปันผลเฉลี่ย 5-7% ต่อปี มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.” รองลงมาคือเรื่อง “ธ.ก.ส. เปิดให้ลงทะเบียนเงินกู้ วงเงิน 200,000 บาทต่อครัวเรือน ไม่เช็กบูโร ไม่ต้องค้ำประกัน” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 11 - 17 เมษายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 834,632 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 474 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 455 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 19 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 166 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 51 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง โอ้กะจู๋ เสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 159 หุ้น ปันผลเฉลี่ย 5-7% ต่อปี มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. อันดับที่ 2 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดให้ลงทะเบียนเงินกู้ วงเงิน 200,000 บาทต่อครัวเรือน ไม่เช็กบูโร ไม่ต้องค้ำประกัน อันดับที่ 3 : เรื่อง เปิดจองซื้อหุ้น Amazon ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เปิดพอร์ตเริ่มต้น 1,000 บาท ปันผล 350 บาท/วัน อันดับที่ 4 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดบัญชี TikTok set.trader อันดับที่ 5 : เรื่อง ออมสินเปิดบัญชี TikTok ใหม่เพื่อประชาสัมพันธ์สินเชื่อ อันดับที่ 6 : เรื่อง ป.ป.ท. รับเรื่องช่วยติดตามเงินคืน! ส่งหลักฐานผ่านเพจ Law Office for the people อันดับที่ 7 : เรื่อง ติดต่อขอรับเงินคืนจากการโดนคอลเซ็นเตอร์หลอก ได้ที่เพจ หยุดเหตุ อันดับที่ 8 : เรื่อง ปปง. เปิดลงทะเบียนคืนทรัพย์เหยื่อแก๊งคอลฯ! รับสิทธิผ่านเพจ Anti-Crime Federation อันดับที่ 9 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ให้บริการสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok user3831487566355 อันดับที่ 10 : เรื่อง ปตท. เปิดเว็บไซต์ลงทุนใหม่ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการชักชวนลงทุนร่วมกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ การหารายได้พิเศษ และการให้บริการและให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “โอ้กะจู๋ เสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 159 หุ้น ปันผลเฉลี่ย 5-7% ต่อปี มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง  โดย ก.ล.ต. ขอเตือนว่า การประชาสัมพันธ์การลงทุนนี้เป็นการแอบอ้างชื่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อหลอกลงทุน สร้างความสับสนให้กับประชาชน  จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และโปรดตรวจสอบว่าผู้ชักชวนหรือผู้ให้บริการได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. หรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ www.sec.or.th/seccheckfirst หรือติดตั้งแอปพลิเคชัน SEC Check First หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1207 กด 22 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com -----------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 21 เมษายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดโครงการ "THAI Academy ขับเคลื่อนอนาคต AI ประเทศไทย" พร้อมด้วย นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด  โดยมีนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ให้การต้อนรับ ณ ห้อง NT Meeting & Auditorium บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ สำนักงานใหญ่    นายประเสริฐ กล่าวว่า รัฐบาล โดย กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ "THAI Academy ขับเคลื่อนอนาคต AI ประเทศไทย" ยกระดับพันธกิจการเสริมทักษะด้าน AI ให้ครอบคลุมคนไทยกว่า 1 ล้านคน ภายใต้ความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 35 องค์กร และขยายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค AI First ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บท AI แห่งชาติที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพในหลายมิติ รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจด้าน AI ให้กับประชาชนอย่างกว้างขวางและทั่วถึง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยโดยเร็วที่สุด   สำหรับโครงการดังกล่าว จะสร้างความรู้ความเข้าใจด้าน AI ให้กับประชาชนผ่าน แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ “AI Skills Navigator” ที่รวบรวมหลักสูตรด้าน AI จากไมโครซอฟท์และพันธมิตร รวมกว่า 200 หลักสูตร เพื่อตอบโจทย์การฝึกทักษะ ทำความเข้าใจ และใช้ประโยชน์จาก AI ในหลากหลายสถานการณ์ นับตั้งแต่ผู้เริ่มต้นใช้งาน บุคคลทั่วไป คนทำงานเฉพาะทาง ไปจนถึงนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยมีหลักสูตรไฮไลท์สำหรับผู้เริ่มเรียนรู้ใน 3 ระดับ ได้แก่   1.AI Basics – หลักสูตรสร้างความเข้าใจในเทคโนโลยี AI เพื่อปรับพื้นฐานในการเริ่มใช้งาน 2.AI Skills for Everyone – หลักสูตรการใช้งานเครื่องมือ AI บนแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์ในสถานการณ์ประจำวันอย่างถูกต้อง แม่นยำ และได้ผลจริง 3.Azure AI: Zero to Hero – หลักสูตรสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์และนักศึกษา เพื่อก้าวสู่โลกของคลาวด์และ AI อย่างเต็มตัว พร้อมกับการสร้างเครื่องมือและโซลูชัน ในการแก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเริ่มเรียนรู้ทักษะ AI ด้วยตนเองผ่าน AI Skills Navigator ได้ที่ https://aiskillsnavigator.microsoft.com/th-th โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากเนื้อหาทั้ง 200 หลักสูตรที่รวบรวมไว้ในที่เดียวแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังสามารถแนะนำหลักสูตรที่เหมาะสม ตรงตามเป้าหมายและความสนใจที่แตกต่างกันไปของผู้เรียนแต่ละคน   ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ THAI Academy ได้ที่เว็บไซต์ https://thai-academy.com/th/ หรือเริ่มเรียนรู้ทักษะ AI ด้วยตนเองได้ที่ AISkillsNavigator

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 14 - 20 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย    คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 4,721,345 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสิน ชักชวนให้กู้เงิน จากนั้นทำการเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อส่งรายละเอียด โดยมิจฉาชีพแจ้งให้โอนเงินค่าธรรมเนียมในการทำเรื่องและให้เตรียมเอกสาร ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินค่าธรรมเนียมไปและเตรียมเอกสาร จากนั้นมิจฉาชีพอ้างว่าไม่สามารถโอนเงินได้ ให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปบัญชีอื่นอีก โดยให้โอนเงินไปเรื่อย ๆ ภายหลังไม่ได้เงินคืนและติดต่อไม่ได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 1,484,150 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ทักมาพูดคุยระยะหนึ่งจนสนิทใจ จากนั้นชักชวนให้เทรดหุ้นผ่านเว็บไซต์ โดยมีการแนะนำวิธีเทรดหุ้นอย่างละเอียด ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินร่วมลงทุนเทรดหุ้น ระยะแรกได้กำไรสามารถถอนเงินออกจากระบบได้ ผู้เสียหายโอนเงินเป็นจำนวนมากขึ้น โดยเมื่อต้องการถอนเงินออกไม่สามารถถอนได้ เมื่อติดต่อสอบถามไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 3,171,325 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook โดยผู้เสียหายโพสต์ขายเสื้อผ้ามีคนติดต่อสนใจจะขอซื้อสินค้าแจ้งว่าจะพูดคุยผ่าน Line มีการชักชวนให้ผู้เสียหายลงทะเบียนร้านค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย ในช่วงแรกมีการซื้อสินค้าและได้รับเงินจริง ต่อมามีการชักชวนให้โอนเงินเพื่อเปิดระบบ เปิดการมองเห็นร้านค้าและทำกิจกรรมให้เลือกสินค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำการโอนเงินไปทำกิจกรรมหลายครั้ง ภายหลังไม่สามารถถอนเงินออกได้และไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 4,180,860 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบโฆษณาเชิญชวนเทรดหุ้นทองคำผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook และเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพสอนวิธีเทรดหุ้นต่างๆ และให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อเทรดหุ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ ผู้เสียหายจึงโอนเงินเพิ่มและเทรดหุ้นได้จำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ภายหลังไม่สามารถติดต่อมิจฉาชีพได้อีก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 2,951,303 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาทำงานเพื่อหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Tiktok ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนผ่าน Line แจ้งว่าเป็นการเปิดร้านเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่าย ต่อมามีกิจกรรมให้ร่วมทำ ให้ตั้งชื่อร้านแล้วแจ้งให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล หลังจากนั้นให้เลือกสินค้าที่จะลงขาย แล้วเพิ่มเพื่อนทาง Line ที่อ้างตนเป็นฝ่ายบริการ แจ้งว่าให้โอนเงินเข้าไปเป็นค่าสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อ เพื่อเป็นการสำรองจ่ายค่าสินค้า ภายหลังพบว่ามียอดเงินเข้าไปในร้านค้า แต่ไม่มียอดเงินเข้าในบัญชีผู้เสียหาย และทราบว่าเป็นการหลอกให้ทำรายการแบบนี้ซ้ำๆ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 16,508,983 บาท    ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 18 เมษายน 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้    1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,640,258 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,066 สาย  2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 607,838 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,233 บัญชี  3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 193,192 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.78 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 143,977 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.69 (3) หลอกลวงลงทุน 89,090 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.65 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 70,808 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.65 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 43,865 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.22 (และคดีอื่นๆ 66,906 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.01)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยหลอกลวงลงทุนเทรดหุ้น ซึ่งเป็นคดีที่พบมากอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินหลอกให้ผู้เสียหายกู้ยืมเงินก่อนให้โอนจ่ายค่าธรรมเนียมเรื่อยๆ พบว่ามีมูลค่าความเสียหายกว่า 4 ล้านบาท รวมทั้งการหลอกลวงหารายได้พิเศษต่างๆ ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง      หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441  แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com      --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 22 เมษายน 2568 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์พิเศษในประเด็น "พ.ร.ก.ไซเบอร์ฉบับใหม่ ขุดรากโจรออนไลน์ได้จริงหรือ?" เพื่อชี้แจงรายละเอียด และข้อบังคับใน พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 ในรายการ NBT มีทางออก ณ สถานีโทรทัศน์ NBT


วันที่ 22 เมษายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์  วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานอาเซียนด้านการป้องกันปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ (ASEAN Working Group on Anti-Online Scam: WG-AS) ครั้งที่ 5 ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนจำนวน 10 ประเทศ ร่วมด้วยสำนักเลขาธิการอาเซียน    สำหรับการประชุมคณะทำงาน WG-AS ครั้งที่ 5 ได้มีการพิจารณาประเด็นสำคัญ ได้แก่  (1) การรับทราบรายงานเอกสารผลลัพธ์ที่สำคัญของคณะทำงานฯ ของปีที่ผ่านมา  (2) การพิจารณาข้อเสนอแนวคิดโครงการ (Concept Note) ที่เสนอจะดำเนินการในปี 2569  (3) การพิจารณาข้อเสนอแนวคิดโครงการ The 2025 U.S.-ASEAN Combating Online Scams Concept Note ของสหรัฐอเมริกา เพื่อดำเนินการร่วมกับคณะทำงาน WG – AS ซึ่งเป็นความร่วมมือกับภาคเอกชน ได้แก่ Meta Google และ The Industry Traceback Group โดยสหรัฐฯ เสนอการจัดกิจกรรมการประชุมหารือโต๊ะกลมด้านนโยบาย เพื่อแสวงหาแนวทางการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการพิจารณาข้อเสนอความร่วมมือระหว่าง Global Anti Scam Alliance (GASA) ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อการปกป้องผู้บริโภคทั่วโลกจากการถูกหลอกลวงออนไลน์  และ (4) การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการดำเนินการเข้าร่วมภาคีอนุสัญญาดังกล่าว และจะเข้าร่วมพิธีลงนาม ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในเดือนตุลาคม 2568 โดยประเทศไทยขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพิจารณาการลงนามในอนุสัญญาฯ เพื่อแสดงถึงความพยายามที่จะต่อสู้กับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และแสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของภูมิภาคอาเซียน   นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนากฎระเบียบและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ของประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ การเสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และการปรับปรุงหรือออกกฎหมายใหม่เพื่อให้สามารถต่อสู้กับการหลอกลวงออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประเทศไทยได้นำเสนอการดำเนินการของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และการออก พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568



ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์  วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยและประธานการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลและผู้นำสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 1  (The 1st ASEAN Digital Senior Officials Meeting - ASEAN Telecommunications Regulators’ Council Leaders’ Retreat) ประจำปี 2568 เพื่อร่วมหารือและขับเคลื่อนการดำเนินงานความร่วมมือด้านดิจิทัล ภายใต้แผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025 (ASEAN Digital Masterplan 2025) ระหว่างวันที่ 22-23 เมษายน 2568 ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย    ทั้งนี้ในระหว่างการประชุมฯ ประเทศสมาชิกได้นำเสนอข้อเสนอแนวคิด (Concept Note) ของโครงการซึ่งจะดำเนินการในปี 2569 ภายใต้ ADGSOM-ATRC โดยในส่วนของประเทศไทยได้นำเสนอข้อเสนอแนวคิดของโครงการจำนวน 2 โครงการ ได้แก่  (1) ASEAN Guidelines on Disinformation Prevention (AGDP) เสนอโดย สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี  (2) The Study on Telecommunications Infrastructure Safeguard and Future Risks for Scam Prevention in ASEAN เสนอโดย สำนักงาน กสทช. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ในอาเซียน    ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้ร่วมหารือเกี่ยวกับโครงการ ASEAN Digital Masterplan 2026 – 2030 (ADM2030) ซึ่งดำเนินการโดยเวียดนาม เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการพัฒนาด้านดิจิทัลของอาเซียนในห้วง 5 ปีถัดไป โดยแผนแม่บท ADM2030 มีกำหนดจะนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล (ADGMIN) ครั้งที่ 6 ในช่วงเดือนมกราคม 2569 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม   นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ขอให้ประเทศสมาชิกพิจารณาการเข้าร่วมการประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence (GFEAI 2025) ระหว่างวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2568 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งไทยร่วมเป็นเจ้าภาพกับ UNESCO โดยจะเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศสมาชิกได้กระชับความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำแนวทางนำแนวทางที่สร้างสรรค์มาใช้เพื่อยกระดับศักยภาพของ AI เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมกรอบจริยธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของภูมิภาคอาเซียน

วันที่ 23 เมษายน 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เป็นประธานประชุมหารือการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ซึ่งเป็นการยกระดับ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ในการพิจารณาวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ความพร้อมของการดำเนินการของ ศปอท. ในด้านโทรคมนาคม และเรื่องอื่นๆ โดยมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล   โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สามารถรับแจ้งความ สั่งระงับบัญชีได้อย่างรวดเร็ว และติดตามเส้นทางการเงินเพื่อนำเงินคืนให้ผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสียหายในวงกว้างจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

วันที่ 23 เมษายน 2568 นางสาวพิยะดา  สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแถลงข่าวการทดสอบระบบแจ้งเตือนผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (นายภาสกร  บุญญลักษม์) เป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประกอบไปด้วย กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กสทช. ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย (AWN TRUE และ NT) โดยได้กำหนดการทดสอบการส่งแจ้งเตือน Cell Broadcast ผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งระบบ iOS (Version 18 เป็นต้นไป) และ Android (Version 11 เป็นต้นไป) ในเดือนพฤษภาคม 2568 แบ่งพื้นที่การทดสอบออกเป็น 3 ระดับ ใน 4 ภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร ได้แก่ (1) ระดับเล็ก ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ ศาลากลาง จ.เชียงราย จ.สุพรรณบุรี จ.อุบลราชธานี จ.สงขลา และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (อาคาร A, B) (2) ระดับกลาง 7 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ อ.เมืองลำปาง อ.เมืองนครราชสีมา อ.เมืองนครสวรรค์ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี เขตดินแดง กทม. และ (3) ระดับใหญ่ วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จ.อยุธยา จ.อุดรธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.กรุงเทพมหานคร -----------------------------------------------------------------------------------------


ดีอี ลุยปิดบัญชี “พนันออนไลน์” 3 เดือนแรก ปี 68 รวมเกือบ 30,000 URLs พร้อมจับกุมผู้กระทำผิดเกือบ 5,000 ราย เตือน ปชช. มีเอี่ยว เสี่ยงคุก 3 ปี   นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการเฝ้าระวังและติดตาม ปราบปรามการกระทำความผิดที่เป็นอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีของแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญของการก่ออาชญากรรมทางออนไลน์ของมิจฉาชีพ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิด และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม 2568 ( 3 เดือนแรกของปี 68)  กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้น โซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์จำนวนรวม 29,185 URL โดย ตร. สามารถดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีพนันออนไลน์ได้ จำนวน 4,627 ราย   สำหรับประเด็นเรื่องของการปิดกั้นเว็บไซต์/URLs พนันออนไลน์ พร้อมทั้งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ในตระกูล 888.bet รวมที่เปลี่ยนชื่อข้างหน้า หรือข้างหลังนั้น กระทรวงดีอีได้ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2565 โดยปิดกั้นไปแล้วจำนวน 200 URLs และอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาลอีก 118 URLs    ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี ยังได้ยกระดับความเข้มข้นในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการพนันออนไลน์ ร่วมกับ ตร. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดวงจรช่องทางการติดต่อสื่อสาร และการทำธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ ทั้งกระบวนการปิดกั้น ตรวจสอบเส้นทางการเงิน อายัดบัญชีม้า  การตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมดำเนินการจับกุมและยึดทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้อง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอีขอเตือนประชาชนอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว เล่นพนันออนไลน์ เพราะนอกจากสูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากอาจสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล หมายเลขบัตรประชาชน บัญชีธนาคาร หรือข้อมูลอื่นๆ จากการลงทะเบียนเว็บพนันออนไลน์ได้   “การยุ่งเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs พนันออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดให้เล่น ผู้เล่นหรือผู้ที่เผยแพร่ข้อความ (ประกาศชักชวน) จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน โดย ผู้เล่น/ประกาศชักชวน มีความผิดตาม มาตรา 12 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ” นายประเสริฐ กล่าว   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com  #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #รมวประเสริฐ --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 24 เมษายน 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Address) ในพิธีเปิดงาน Girls in ICT Thailand 2025 ภายใต้หัวข้อ “Girls in ICT for inclusive digital transformation” ซึ่งกระทรวงฯ ร่วมกับสำนักงาน กสทช. และ ITU ร่วมกันจัดขึ้นทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเด็กผู้หญิงและสตรีที่สนใจศึกษาในสาขา STEM โดยเฉพาะ ด้าน ICT โดยมีผู้แทนของ United Nation (UN) กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และ ITU เข้าร่วม ณ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. (สำนักงานใหญ่)   ในการนี้ นางสาวกัลยา ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี กล่าวถึงความสำคัญของความก้าวหน้าทางดิจิทัลต้องครอบคลุมทุกคน โดยเฉพาะเด็กหญิงและสตรีรุ่นใหม่ ในขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทุกส่วนของชีวิตเรา ทักษะดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งการเข้าถึงโอกาสเหล่านั้นยังคงไม่เท่าเทียม เด็กหญิงและสตรีมักเผชิญความท้าทายในการได้รับการศึกษา การฝึกอบรม และบทบาทผู้นำทางด้านดิจิทัล กระทรวงฯ จึงได้เปิดตัวโครงการ “Digital for all” เพื่อสร้างความมั่นใจว่าคนไทยทุกคน ทุกเพศทุกวัย จะสามารถเข้าถึงเครื่องมือ ทักษะ และโอกาสอย่างเท่าเทียม

วันที่ 24 เมษายน 2568 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ได้รับการสอบถามจากประชาชน เรื่อง การเปิดรับสมัครลูกจ้างโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “1 อำเภอ 1 ไอทีแมน” โดยมีการอ้างอิงรายละเอียดการรับสมัครบุคคล เพื่อคัดเลือกเป็นลูกจ้างของ “กระทรวงดิจิทัลฯ” ทำงานประจำอำเภอตามภูมิลำเนาของผู้สมัครในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งได้มีการส่งข้อความเปิดรับสมัครบุคคล ในสื่อสังคมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน  Facebook และ Line   ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ตรวจสอบแล้วพบว่า “การรับสมัครลูกจ้างกระทรวงดิจิทัลฯ 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน” เป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า การแอบอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง ขณะที่ปัจจุบันกระทรวงดีอี โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (BDE) เตรียมดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะความรู้เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับกำลังคนดิจิทัลระดับอำเภอ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปิดรับสมัครบุคคล ทำงานประจำอำเภอทั่วประเทศแต่อย่างใด   “กระทรวงดีอี อยู่ระหว่างเตรียมการแจ้งความต่อผู้แอบอ้างเป็นหน่วยงานของกระทรวงดีอี โดยขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ หรือส่งต่อข้อความใดๆ ที่มีการแอบอ้างรับสมัครงานดังกล่าว ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน รวมทั้งทำให้เกิดการเข้าใจผิด ที่มีผลกระทบเป็นวงกว้างในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.