Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือทวิภาคีกับนางสาวลิเดีย อาร์เธอร์ บริโต (Ms. Lidia Arthur Brito) ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์. (สพธอ.) และผู้บริหารกระทรวงดีอี ร่วมหารือ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร   การหารือในครั้งนี้เน้นย้ำความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับองค์การยูเนสโกในการขับเคลื่อนจริยธรรมและธรรมาภิบาลของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุม Global Forum ร่วมกับยูเนสโก ได้แสดงบทบาทผู้นำระดับภูมิภาคในการส่งเสริมการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน   ในโอกาสนี้ ประเทศไทยได้แสดงความสนใจในการจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาค” (AI Governance Practices Center) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านธรรมาภิบาล AI และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีในระดับนานาชาติ โดยมีความประสงค์ผลักดันให้ศูนย์ดังกล่าวได้รับการรับรองเป็นศูนย์ประเภทที่ 2 (Category 2 Centre) ภายใต้องค์การยูเนสโก    นอกจากนี้ ยูเนสโกยังได้แสดงความสนใจที่จะขยายความร่วมมือด้าน AI กับอาเซียน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน การใช้ AI อย่างมีจริยธรรม และเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลในภูมิภาค.   อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องกันว่า การประชุม The 3rd UNESCO Global Forum เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขยายความร่วมมือในประเด็นจริยธรรมของเทคโนโลยี AI ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันในระดับโลก และส่งเสริมให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ตระหนักถึงความจำเป็นของแนวทางการกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนและทำงานร่วมกันกับยูเนสโกอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในระดับภูมิภาค ซึ่งจะเป็นประโยชน์ของประชาชนอย่างครอบคลุม

วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวปาฐกถาพิเศษในการเปิดงาน “AIS Business Digital Future 2026: Thai Hyperscale Cloud for Sustainable Nation” ขับเคลื่อนธุรกิจที่ยั่งยืนบนรากฐานแห่งอธิปไตยทางดิจิทัล ในหัวข้อ “การพัฒนาอนาคตประเทศไทยและความมั่นคงทางดิจิทัล ด้วยนโยบาย Cloud First Policy และแผน AI แห่งชาติ ณ ห้องประชุม 111 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์   งานดังกล่าวเป็นการรวมพลังภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคของการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่มีอธิปไตย ปลอดภัย และรองรับเทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบ

วันที่ 26 มิถุนายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หารือทวิภาคี กับ H.E. Nezar Patria ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลของอินโดนีเซีย ในโอกาสเข้าร่วมการประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence (GFEAI 2025) โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และผู้บริหารกระทรวงดีอี ร่วมหารือ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร    สำหรับการหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง 2 ประเทศ โดยเน้นการแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมจริยธรรมและธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยประเทศไทยพร้อมแบ่งปันประสบการณ์ในการพัฒนาแนวปฏิบัติด้าน AI Ethics เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างยั่งยืน   นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หารือเรื่องการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล และแนวทางการดำเนินความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจที่ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เพื่อยกระดับการกำกับดูแลด้านดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการหารือทวิภาคีในครั้งนี้ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้ง 2 ประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคอาเซียนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมการเสวนา “ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการหลอกลวงออนไลน์” ร่วมกับผู้แทน World Bank และ ประธานกรรมการ TB-CERT ภายใต้ การประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence (GFEAI 2025) โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี และนางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร   ในระหว่างการเสวนาฯ ได้มีการหารือเกี่ยวกับรูปแบบของการหลอกลวง ที่ใช้ AI ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ และจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ การรับมือและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี AI รวมทั้งบทบาทของ AI ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่การเป็นเครื่องมือช่วยก่อให้เกิดการฉ้อโกงทางออนไลน์ และในทางกลับกันก็สามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันและต่อต้านภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ    นอกจากนี้ยังได้มีการกช่าวถึงรูปแบบความร่วมมือที่สามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับความต้านทานต่ออาชญากรรมออนไลน์ในยุค AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม   โดยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ได้กล่าวถึงการจัดตั้งศูนย์ AOC การใช้ AI ในการตรวจจับบัญชีม้า ซิมม้า เป็นต้น รวมถึงบทบาทของไทยในอาเซียน ในการเป็นประธานคณะทำงาน ASEAN Working Group on Anti-Online Scam   การเสวนาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในการรับมือภัยคุกคามออนไลน์ การประยุกต์ใช้ AI อย่างมีจริยธรรม พร้อมตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อความปลอดภัยในยุคดิจิทัล


วันที่ 26 มิถุนายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีปิดงานการประชุมวิชาการนานาชาติ “The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025” ในฐานะเจ้าภาพการประชุมร่วมกับ นางสาวลิเดีย อาร์เธอร์ บริโต (Ms. Lidia Arthur Brito) ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งได้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24–27 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ   โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวง รวมทั้งผู้นำ และผู้เข้าร่วมกว่า 104 ประเทศ   สำหรับ การประชุมดังกล่าว ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้แทนประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ผู้แทนหน่วยงาน และประชาชนที่สนใจ ร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมโดยใช้ AI เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน   ในโอกาสนี้ ประเทศไทยได้ร่วมหารือกับยูเนสโก ในการขับเคลื่อนจริยธรรมและธรรมาภิบาลของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในฐานะบทบาทผู้นำระดับภูมิภาคในการส่งเสริมการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมผลักดันการจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาค” (AI Governance Practices Center: AIGC) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านธรรมาภิบาล AI และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีในระดับนานาชาติ

วันที่ 27 มิถุนายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็น ประธานเปิดงาน East Tech West 2025 : Thailand Roadshow โดย CNBC โดยมี รัฐมนตรีจากสาธารณรัฐคิวบา และรัฐมนตรีจากสาธารณรัฐกินี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี ผู้นำด้านเทคโนโลยี และนักธุรกิจด้านดิจิทัลจากทั่วโลกเข้าร่วม ณ โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ    สำหรับงาน “East Tech West 2025 : Thailand Roadshow” เป็นงานเสวนาด้านเทคโนโลยีซึ่งมีการจัดขึ้นมาแล้วทั่วโลก ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่จัดในไทย โดยเป็นการรวมผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก มาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งครอบคลุมด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยี 5G ฯลฯ ซึ่งเป็นการจัดงานในรูปแบบ back – to – back กับการประชุม “The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025” และเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok AI Week 2025   นอกจากนี้ การจัดงาน “East Tech West 2025” ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยผ่านสื่อต่างประเทศชั้นนำของโลกด้านข่าวเศรษฐกิจและธุรกิจ รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจร่วมกัน

วันที่ 27 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรการเสวนา Catalyst ช่วงที่ 1 หัวข้อ "From Vision to Velocity: Thailand's Road to AI Leadership" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน East Tech West 2025 : Thailand Roadshow โดย CNBC งานเสวนาด้านเทคโนโลยีระดับโลก โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี ผู้นำด้านเทคโนโลยี และนักธุรกิจด้านดิจิทัลจากทั่วโลกเข้าร่วม พร้อมด้วย รศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ร่วมเป็นวิทยากรในเวทีเสวนา ณ ห้อง Magnolia Ballroom ชั้น 10 โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

วันที่ 27 มิถุนายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน “East Tech West 2025 : Thailand Roadshow” ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ของการจัดงานดังกล่าวในระดับนานาชาติ ต่อจาก ฮ่องกง ลอนดอน และดาวอส  โดยถือเป็นการจัดงานครั้งแรกในประเทศไทย ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ    ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมการเสวนาในหัวข้อ “From Vision to Velocity: Thailand’s Road to AI Leadership” เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการขับเคลื่อนบทบาทผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภูมิภาคเอเชีย   นายประเสริฐ กล่าวว่า การจัดงาน “East Tech West 2025 : Thailand Roadshow” เป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) และ CNBC สื่อเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน ประกอบด้วยผู้นำด้านเทคโนโลยี นักลงทุนระหว่างประเทศ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยภายในการเสวนามี Mr. Jon Fortt และ Ms. Oriel Morrison ผู้ประกาศข่าวชื่อดังจาก CNBC เป็นผู้ดำเนินรายการ   ทั้งนี้จากการที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในภูมิภาค ตอกย้ำแนวทางการดำเนินนโยบายทางการทูตเชิงเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืน   ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ยังคงเดินหน้าในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนและต่างประเทศ โดยการจัดงานในครั้งนี้ยังถือเป็นเวทีสำคัญในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านเศรษฐกิจดิจิทัลต่อสื่อมวลชนระหว่างประเทศ และสาธารณชนทั่วโลก   สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และองค์ความรู้จากผู้นำในอุตสาหกรรม ภายใต้หัวข้อที่หลากหลาย อาทิ    •   Democratization of AI : การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างเท่าเทียม    •   From Vision to Velocity: Thailand’s Road to AI Leadership : ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนไทยสู่ผู้นำด้าน AI    •   Catalyzing AI’s Growth & Development across Asia : การเร่งการเติบโตของ AI ในภูมิภาค    •   Chips, Code & Chaos: Innovation in the New Digital Order : การพัฒนานวัตกรรมในระเบียบเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่   นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมสร้างเครือข่าย (Networking) เพื่อเชื่อมโยงผู้นำในวงการเทคโนโลยีทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เสริมสร้างความร่วมมือเชิงธุรกิจ และขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของไทยในระดับนานาชาติ   “การจัดงาน “East Tech West 2025” ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ได้จัดงานดังกล่าวขึ้น ซึ่งถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยผ่านสื่อต่างประเทศชั้นนำด้านข่าวเศรษฐกิจและธุรกิจ รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจร่วมกัน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “PROGRESO COFFEE กาแฟเพื่อสุขภาพ ช่วยลดเบาหวาน ความดัน ไขมัน และน้ำตาลในเลือดสูงภายใน 7 วัน” รองลงมาคือเรื่อง “ประกันสังคม เริ่มจ่ายเงินบำนาญชราภาพ สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล สับสน และเข้าใจผิดในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 20 – 26 มิถุนายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,219,754 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 671  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 648 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 21 ข้อความ ผ่านเว็บไซต์ จำนวน 1 ข้อความ และผ่าน Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 201 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 55 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 129 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 35 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 5 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 1 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 31 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของผลิตภัณฑ์สุขภาพ การให้บริการของหน่วยงานรัฐ การเปิดโครงการสินเชื่อ และการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากคดีอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง PROGRESO COFFEE กาแฟเพื่อสุขภาพ ช่วยลดเบาหวาน ความดัน ไขมัน และน้ำตาลในเลือดสูงภายใน 7 วัน อันดับที่ 2 : เรื่อง ประกันสังคม เริ่มจ่ายเงินบำนาญชราภาพ สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน อันดับที่ 3 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ Itoman NEO กระตุ้นกระบวนการทำลายตัวเองของเซลล์มะเร็ง อันดับที่ 4 : เรื่อง ออมสิน ปล่อยสินเชื่อ วงเงิน 200,000 บาท ผ่อน 4,333 บาทต่อเดือน อันดับที่ 5 : เรื่อง อิสราเอลเตรียมย้ายมาไทยในรูปแบบการเคหะแห่งชาติ อันดับที่ 6 : เรื่อง ออมสิน ประกาศจองสิทธิ์สินเชื่อใหม่ กู้ 50,000 ส่งเดือนละ 1,083 บาท อันดับที่ 7 : เรื่อง ออมสินเปิดโครงการใหม่ ให้ยืมคนละ 150,000 บาท ผ่าน TikTok yu224080qal อันดับที่ 8 : เรื่อง ปปง. ร่วมกับ ธปท. เปิดเฟซบุ๊กรับยื่นหลักฐานขอเงินคืนจากมิจฉาชีพ อันดับที่ 9 : เรื่อง ภัยน้ำท่วม จะแรงขึ้น ปีละ 10 เท่า จังหวัดที่อยู่ต่ำ จะจมน้ำถาวร ในปี 2027 อันดับที่ 10 : เรื่อง กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนไปทำงานเกษตรที่เกาหลี ผ่านเพจ คุณเจน งานต่างประเทศ สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “PROGRESO COFFEE กาแฟเพื่อสุขภาพ ช่วยลดเบาหวาน ความดัน ไขมัน และน้ำตาลในเลือดสูงภายใน 7 วัน” กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า โฆษณาผลิตภัณฑ์ PROGRESO COFFEE ที่ระบุว่า ช่วยลดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมัน และน้ำตาลในเลือดได้ พร้อมอ้างผลลัพธ์ภายใน 7 วันนั้น เป็นการโฆษณาเกินจริง ไม่ควรเชื่อ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวหากเลือกใช้แทนยารักษาโรค อาจทำให้ผู้บริโภคเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้องและทำให้โรคลุกลาม จึงขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์และรับการรักษาอย่างเหมาะสม ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ประกันสังคม เริ่มจ่ายเงินบำนาญชราภาพ สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ตรวจสอบพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลปลอม โดยในปัจจุบัน สปส. มีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินบำนาญชราภาพสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ดังนี้ 1. กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนตลอดชีวิต ในอัตราร้อยละ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย   2. กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน จะได้รับบำนาญชราภาพเพิ่มจาก 20% และเพิ่มอัตราการจ่ายเงินขึ้นอีกร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน ทั้งนี้ ฐานในการคำนวณค่าจ้างคิดจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “การบินไทย เปิดเว็บไซต์ใหม่ ให้ซื้อบัตรโดยสารในราคาพิเศษ” รองลงมาคือเรื่อง “กรมการขนส่งทางบก เปิดให้บริการทำใบขับขี่สำหรับคนจีน ผ่านเพจ Thai Driver's License” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 20 – 26 มิถุนายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,219,754 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 671  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 648 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 21 ข้อความ ผ่านเว็บไซต์ จำนวน 1 ข้อความ และผ่าน Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 201 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 55 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง การบินไทย เปิดเว็บไซต์ใหม่ ให้ซื้อบัตรโดยสารในราคาพิเศษ อันดับที่ 2 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดให้บริการทำใบขับขี่สำหรับคนจีน ผ่านเพจ Thai Driver's License อันดับที่ 3 : เรื่อง เพจเพนนี่ ไวน์ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนเข้ากลุ่มศึกษาหุ้น กำไร 300% ใน 3 วัน อันดับที่ 4 : เรื่อง ปตท. ส่ง SMS แจ้งลิงก์ตรวจสอบคะแนน รับโปรโมชันพิเศษ อันดับที่ 5 : เรื่อง ก.ล.ต. เปิดเว็บไซต์ใหม่สำหรับการลงทุน อันดับที่ 6 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายส่งหลักฐาน ตามเงินคืนจากการถูกหลอก ผ่านเพจ Central Investigation Bureau Region 9 อันดับที่ 7 : เรื่อง ก.ล.ต. ชักชวนลงทุนหุ้นทองคำ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว อันดับที่ 8 : เรื่อง เจ้าหน้าที่ วิจิตรา เพจเฟซบุ๊กของกรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ อันดับที่ 9 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ได้ทุกประเภท ติดต่อเพจเฟซบุ๊ก จิรนันท์ อันดับที่ 10 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ Investment teaching “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการให้บริการของหน่วยงานรัฐ การชักชวนให้ลงทุนโดยอ้างชื่อของหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “การบินไทย เปิดเว็บไซต์ใหม่ ให้ซื้อบัตรโดยสารในราคาพิเศษ” กระทรวงดีอี ได้ร่วมตรวจสอบกับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอให้ประชาชนระวัดระวังอย่าหลงเชื่อ โดยเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเว็บไซต์ปลอม ที่เลียนแบบแอบอ้างโดยใช้ชื่อเป็นสายการบินไทย และใช้ URL ที่คล้ายกับของจริง  เพื่อหลอกลวงให้ประชาชนซื้อบัตรโดยสารผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว ทั้งนี้ เว็บไซต์ทางการของบริษัทมี 2 ลิงก์ เท่านั้น คือ 1. https://www.thaiairways.com/en-th/2. https://www.thaiairways.com/th-th/ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------



เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมสภาบริหารของสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asian - Pacific Postal Union Executive Council: APPU EC) ประจำปี 2568 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาดิจิทัล นวัตกรรม และการสื่อสาร ของประเทศมองโกเลีย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมฯ ประเด็นสำคัญสำหรับการประชุมสภาบริหารในครั้งนี้ ได้แก่ การพิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนดำเนินงานประจำปี 2568 การอนุมัติงบประมาณประจำปี 2569 และการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของ APPU ระหว่างปี ค.ศ. 2027 - 2030 รวมทั้งการพิจารณาของคณะทำงานเพื่อศึกษาเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจร่วมกันของประเทศสมาชิก เพื่อแลกเปลี่ยนบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศระหว่างกัน เพื่อให้ทันในการปรับตัวต่อสภาวการณ์กิจการไปรษณีย์ที่เปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก   ในโอกาสนี้ นางสาวกัลยา ชินาธิวร ได้ทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารวิทยาลัยการไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (APPC GB) ในระหว่างการประชุมสภาบริหารฯ เพื่อพิจารณาผลการดำเนินงานของวิทยาลัยการไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asian - Pacific Postal College: APPC) ของปี 2568 รวมทั้งการอนุมัติแผนงานจัดฝึกอบรม และงบประมาณของปี 2569 การบริหารจัดการกองทุนสำรองส่วนงานฝึกอบรม รวมทั้งการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี    ทั้งนี้ การประชุมสภาบริหารของสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน - 6 กรกฎาคม 2568 โดยมีประเทศสมาชิกเข้าร่วมในการประชุมฯ ครั้งนี้ รวม 21 ประเทศ จากประเทศสมาชิกทั้งสิ้น 32 ประเทศ ณ กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 23 – 29 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย    คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 3,900,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนเทรดหุ้นน้ำมัน ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียดต่างๆ ผ่านทาง Messenger Facebook จากนั้นโอนเงินเพื่อเริ่มเทรดหุ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้จริง ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเทรดหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพยังคงแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,198,349 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยมหิดล มิจฉาชีพแจ้งหมายเลขโทรศัพท์หน่วยงานให้ผู้เสียหายโทรติดต่อ เพื่อคัดลอกเอกสารชดเชยเงินครองชีพ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโทรติดต่อไปที่หมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าว จากนั้นได้รับคำแนะนำให้เพิ่มเพื่อนทาง Line และให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ จนถึงการสแกนใบหน้าเข้าใช้งานแอปพลิเคชันของธนาคาร พบว่ายอดเงินในบัญชีได้ถูกโอนออกไปจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 3,587,998 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาผ่านช่องทาง Facebook เป็นการแจกสินค้าตัวอย่างให้ทดลองใช้ฟรี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องกด Like กด Share และถ่ายภาพหน้าจอส่งทาง Line ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อทำกิจกรรม ต่อมาได้รับการชักชวนให้ลงทุนเพื่อรับผลตอบแทน ช่วงแรกได้รับเงินจริง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าเกิดข้อผิดพลาดจะต้องโอนเงินเพื่อยืนยันบัญชีเรื่อยๆ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 10,462,875 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จาก AIS แจ้งว่ามีบุคคลนำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้ในทางผิดกฎหมาย จากนั้นโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน จะต้องโอนเงินไปตรวจสอบหากไม่ให้ความร่วมมือจะทำการอายัดบัญชีและแจ้งข้อหาเพิ่ม ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปจนหมด จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 2,700,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนหารายได้พิเศษโดยลงทุนขายสินค้าออนไลน์ แจ้งให้โอนเงินสำรองทุนเพื่อสั่งสินค้ามาจำหน่ายและรอรับค่าคอมมิชชัน ช่วงแรกได้รับเงินจริง ผู้เสียหายจึงโอนเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าผู้เสียหายทำรายการผิดพลาด จะต้องโอนเงินไปเรื่อยๆ จนกว่าระบบจะเปิด ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินอีกหลายครั้งแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 21,849,222 บาท    ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 27 มิถุนายน 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้  1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,854,320 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,065 สาย  2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 739,409 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,313 บัญชี  3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 233,657 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.60 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 170,235 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.02 (3) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 104,972 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.20 (4) หลอกลวงลงทุน 102,982 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.93 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 52,601 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.11 (และคดีอื่นๆ 74,962 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.14)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้กลอุบายหลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างเป็น เจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เอไอเอส ข่มขู่ผู้เสียหายว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ก่อนโอนสายให้กับผู้ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี รวมทั้งยังพบเคสหลอกลงทุน หรือหารายได้พิเศษ และเคสอ้างเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย หลอกลวงให้ติดตั้งแอปฯ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 22 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หากมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ ควรตรวจสอบให้แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการติดต่อกับประชาชนโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด นอกจากนี้ไม่ควรดาวน์โหลดแอปฯ หรือกดลิงก์ที่ไม่รู้ที่มาแน่ชัดอย่างเด็ดขาด ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง      หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441  แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com      --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.