Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


วันที่ 16 ตุลาคม 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือแนวทางความร่วมมือเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ในเรื่องการปราบปรามบัญชีม้า การช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ แนวทางการลดผลกระทบต่อประชาชน รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ Mobile Banking ของผู้ประกอบการและประชาชน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมี นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน  พร้อมด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 2/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ให้การต้อนรับ Dr. Vinaya Prakash Singh เลขาธิการสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asian-Pacific Postal Union: APPU) และคณะ ณ ห้องประชุม 1004 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เนื่องในโอกาสเลขาธิการ APPU แสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของปลัดกระทรวงฯ และได้แสดงความขอบคุณประเทศไทยที่ได้ให้การสนับสนุนสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก มาด้วยดีมาโดยตลอดนับตั้งแต่ APPU ย้ายที่ตั้งสำนักงานมายังประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002    โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้สนับสนุนที่ตั้งอาคารสำนักงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สนับสนุนงบประมาณ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของวิทยาลัยการไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asian-Pacific Postal College: APPC) เป็นเงินจำนวนปีละ 2 ล้านบาท พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของ APPU และยินดีที่จะให้การสนับสนุน APPU ดังเช่นเคย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากิจการไปรษณีย์ทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทยต่อไป  




วันที่ 17 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงาน gamescom asia x Thailand Game Show 2025 พร้อมผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม โดยต้องมาจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน เพื่อสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของอุตสาหกรรม และสร้างประโยชน์อย่างรอบด้าน โดยมี ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ร่วมเวทีเสวนา ก่อนเยี่ยมชมการจัดนิทรรศการ Thailand Pavilion ในแนวคิด ‘THAILAND PLAYVILION’ ณ Exhibition Hall 2-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์   สำหรับงาน gamescom asia x Thailand Game Show 2025 ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่างงาน gamescom asia (Business Area) งานแสดงสินค้าด้านเกมในรูปแบบ B2B ที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และงาน Thailand Game Show (Entertainment Area) งานแสดงสินค้าด้านเกมในรูปแบบ B2C ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกิจกรรมใน Entertainment Area จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2568 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันที่ 17 ต.ค. 2568 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการความร่วมมือในการเฝ้าระวังสื่อดิจิทัล เพื่อผลักดันนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้ใช้สื่อออนไลน์ พร้อมสร้างกลไกการสื่อสารที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับการรู้เท่าทันสื่อของประชาชน ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ กรุงเทพฯ   นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า จากปัญหาการเผยแพร่เนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายบนสื่อดิจิทัลมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการพนัน บุหรี่ไฟฟ้า และโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาวะของเด็ก เยาวชน และประชาชน    ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้ทำการสำรวจข้อมูลเว็บไซต์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2566 - 30 ก.ย. 2568 พบว่า มีเว็บไซต์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายด้านการพนันและสินค้าต้องห้ามเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 60,000 URLs ในปี 2567 เป็น 400,000 URLs ในปี 2568 โดยเป็นที่น่าสังเกตุว่าว่า เว็บไซต์การพนันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จาก 62,213 URLs ในปี 2567 เป็น 307,538 URLs ในปี 2568 ขณะเดียวกันเว็บไซต์ด้านเนื้อหาเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีแนวโน้มแพร่กระจายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านช่องทางสื่อออนไลน์   “กระทรวงดีอี มีภารกิจสำคัญในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายบนสื่อดิจิทัล ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นจึงได้ร่วมกับ สสส. ลงนามความร่วมมือเพื่อทำงานร่วมกัน โดยถือเป็นจุดเริ่มต้นสานพลังเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง ป้องกัน และลดความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ ผ่านแนวทางการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ 1.ผลักดันมาตรการและกลไกเชิงนโยบายในการสร้างความปลอดภัยและคุ้มครองผู้ใช้สื่อออนไลน์ 2.สร้างความร่วมมือทางวิชาการและพัฒนางานสำรวจวิจัยทางสุขภาพและสังคม 3.พัฒนาระบบเฝ้าระวังภัยออนไลน์ที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย 4.สร้างค่านิยมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ปลอดภัย” นางสาวชมภารี กล่าว   นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริมและป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน โดยเฉพาะจากสื่อและพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัล ผ่านการสนับสนุนนวัตกรรม องค์ความรู้ และการสร้างค่านิยมการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ การลงนามความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลฯ ครั้งนี้ จะเดินหน้าสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย ผ่านการขับเคลื่อนงานสำคัญ 7 มิติ ได้แก่ 1.พัฒนาระบบเฝ้าระวังภัยออนไลน์ ทั้งการแจ้งเบาะแส การส่งต่อข้อมูล รวมถึงการติดตามผล พร้อมจัดตั้งคณะทำงาน “ปิดกั้นเว็บไซต์” ซึ่งระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค. 2568 ได้ดำเนินการส่งต่อเว็บไซต์การพนันและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว 1,314 เว็บไซต์  2.พัฒนาพลเมืองเฝ้าระวังภัยออนไลน์ ผ่านกลไกอาสาสมัครดิจิทัล โดย สสส. จะสนับสนุนองค์ความรู้และนวัตกรรมในการพัฒนาอาสาสมัคร และขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครดิจิทัลในการสื่อสาร และเฝ้าระวังภัยออนไลน์ที่ส่งผลต่อสุขภาวะ  3.เชื่อมโยงข้อมูลสื่อองค์ความรู้สุขภาวะ ผ่านระบบข้อมูลสารสนเทศสุขภาพ เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเฉพาะบุคคล  4.ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน ด้วยระบบกลางภาครัฐ (Cloud Computing) เพื่อติดตามพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดกฎจราจร  5.ดำเนินการสำรวจสถานการณ์รู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของคนไทย โดย สสส. จะร่วมออกแบบและกำหนดประเด็นแบบประเมิน เพื่อให้ผลสำรวจสามารถสะท้อนสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน  6.สนับสนุนการป้องกันและรับมือกับข่าวลวง ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารป้องกันการเผยแพร่ข่าวลวงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ  7.ขับเคลื่อนให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้และการรู้เท่าทันสื่อ ผ่านการจัดทำสื่อรณรงค์ และจัดเวทีสาธารณะ มุ่งสร้างทักษะการใช้สื่ออย่างสุขภาวะดีและสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน   -----------------------------------------------------------------------------


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “สะพานกรุงเทพถล่ม มีผู้เสียชีวิต 36 ราย” รองลงมาคือเรื่อง “กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ ตำรวจไซเบอร์ เปิดให้ลงทะเบียนยื่นหลักฐาน เพื่อรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลในสังคม รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 10 – 16 ตุลาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,022,614 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,028 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,010 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 18 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 222 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 92 เรื่อง กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 136 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 43 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 4 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 3 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 36 เรื่อง นางสาวสุชาดา กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศ ข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง สะพานกรุงเทพถล่ม มีผู้เสียชีวิต 36 ราย อันดับที่ 2 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ ตำรวจไซเบอร์ เปิดให้ลงทะเบียนยื่นหลักฐาน เพื่อรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ อันดับที่ 3 : เรื่อง การดื่มน้ำมะนาวสามารถทำลายมะเร็งเนื้อร้ายที่รุนแรงได้ อันดับที่ 4 : เรื่อง ไทยมีต้นกำเนิดจากกัมพูชา อันดับที่ 5 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แอดไลน์ติดต่อลูกค้า สนทนาด้วยข้อความหยาบคาย อันดับที่ 6 : เรื่อง ขนมฝักบัว มีที่มาจากขนมเค้กของกัมพูชา อันดับที่ 7 : เรื่อง ชาวกัมพูชาบ้านหนองจาน ใช้ไฟฟ้าจากไทย อันดับที่ 8 : เรื่อง ไทยยึดครองผามออีแดงของกัมพูชา อันดับที่ 9 : เรื่อง กฟภ. เปิดช่องทางติดต่อด่วน ทางไลน์ไอดี “pea9394 อันดับที่ 10 : เรื่อง รองแม่ทัพภาคที่ 2 ถูกตำหนิ เหตุรับเงินบริจาควัด สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “สะพานกรุงเทพถล่ม มีผู้เสียชีวิต 36 ราย” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบพบว่า เป็นข่าวปลอม โดยขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่มีมูลความจริง โดยสะพานกรุงเทพจะมีการตรวจเช็กเป็นประจำทุกสัปดาห์ ขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของสะพานดังกล่าว โดยขอให้อย่าตื่นตระหนกตกใจ และงดส่งต่อข่าวปลอม เพื่อลดความเข้าใจผิดในสังคม ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ ตำรวจไซเบอร์ เปิดให้ลงทะเบียนยื่นหลักฐาน เพื่อรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ ทั้งนี้ขอชี้แจงว่า เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวสร้างขึ้นโดยมิจฉาชีพเพื่อหลอกลวงประชาชน และได้แอบอ้างชื่อและโลโก้ของสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม สร้างเพจชื่อ Ministry of Justice Thailand เพื่อหลอกลวงข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้ ดังนั้นจึงขอเรียนเตือนประชาชนทุกท่านให้ระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อเพจดังกล่าว เนื่องจากสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมไม่มีนโยบายการเปิดลงทะเบียนผ่านสื่อออนไลน์ใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดหุ้นสามัญทองคำใน SET50 ผ่านเพจ HGF Gold Currency Swap รองลงมาคือเรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเอง ได้ที่เพจรับทำใบขับขี่ออนไลน์ ทั่วไทย เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ขอให้เลือกเชื่อ - แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 10 – 16 ตุลาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,022,614 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,028 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,010 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 18 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 222 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 92 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดหุ้นสามัญทองคำใน SET50 ผ่านเพจ HGF Gold Currency Swap อันดับที่ 2 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเอง ได้ที่เพจรับทำใบขับขี่ออนไลน์ ทั่วไทย อันดับที่ 3 : เรื่อง เฟซบุ๊ก โสภิดา ตัวแทนรับทำใบขับขี่ออนไลน์ ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเอง อันดับที่ 4 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok braeking_new1 อันดับที่ 5 : เรื่อง ผู้ชักชวนลงทุนที่รับรองโดย ก.ล.ต. แนะนำการลงทุนผ่านไลน์ อันดับที่ 6 : เรื่อง รับสมัครคนไปทำงานสวนองุ่นที่ออสเตรเลีย ถูกกฎหมาย สมัครผ่านเฟซบุ๊ก Australian agency 89 อันดับที่ 7 : เรื่อง เปิดขายกองทุนทองคำใน SET50 ผ่านเพจ Daily Recap Gold Futures อันดับที่ 8 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok police_cyber1710 อันดับที่ 9 : เรื่อง OR ชวนลงทุนหุ้น ร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ Cafe Amazon ผ่านเพจ Investing For The Future AMZ อันดับที่ 10 : เรื่อง เพจบ้านสร้างงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับสมัครงานแพ็กของที่บ้าน “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับการชักชวนลงทุนหุ้นในหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ การให้บริการของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการคืนเงินจากมิจฉาชีพให้กับผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทั้งยังอาจสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นางสาวสุชาดา กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ฮั่วเซ่งเฮง เปิดหุ้นสามัญทองคำใน SET50 ผ่านเพจ HGF Gold Currency Swap”กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า เพจเฟซบุ๊ก “HGF Gold Currency Swap” จัดทำขึ้นโดยมิจฉาชีพ และมีการแอบอ้างใช้ชื่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ และชักชวนให้ประชาชนมาร่วมลงทุนซื้อหุ้นดังกล่าว ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชน จึงขอเตือนประชาชนให้ระวัง และอย่าหลงเชื่อการชักชวนในลักษณะดังกล่าว และหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ SET Contact Center 0 2009 9999 นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดหากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาส วันคล้ายวันครบรอบการก่อตั้ง สถาบันพัฒนาการประชาสัมพันธ์ ปีที่ 64 "พื้นที่แห่งการเรียนรู้ด้านการสื่อสารที่ครบวงจร" โดยมี นางสาวกัญญ์ณาณัฏฐ์ ภาธรสืบนุกูล หัวหน้าส่วนบริหารการฝึกอบรมสถาบันพัฒนาการประชาสัมพันธ์ ให้การต้อนรับ ณ ลานหน้าอาคาร สถาบันพัฒนาการประชาสัมพันธ์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ


วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโฆษกกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปลายปี 2568 โดยเริ่มเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ จำนวน 20 ล้านสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 และเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 นั้น นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งการให้กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือ ตรวจสอบ เฝ้าระวัง การกระทำที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว ตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ นายไชยชนก ได้สั่งการให้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti Fake New Center หรือ AFNC) ได้ติดตาม ตรวจสอบ การกระทำที่เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมออนไลน์ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด สับสน หรือบิดเบือนจากความเป็นจริง รวมทั้งป้องกันมิจฉาชีพฉวยโอกาสจากการลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการส่ง SMS แนบลิงก์ปลอม หรือ QR Code ให้สแกนเข้าร่วมโครงการ ก่อนหลอกลวงข้อมูลส่วนบุคคล หรือทรัพย์สิน ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน   สำหรับช่องทางการลงทะเบียนรับสิทธิ์ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ถูกต้อง ประชาชนผู้มีสิทธิ์ จะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีบัตรประชาชน อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป โดยสามารถลงทะเบียนผ่าน แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1.ดาวน์โหลดและติดตั้ง แอปพลิเคชัน เป๋าตัง” ผ่าน App Store หรือ Google Play (รองรับ Android 9.0+ และ iOS 15.0+) 2.เปิดแอปฯ และยินยอมการจัดการข้อมูล 3.เตรียมบัตรประชาชน ถ่ายรูปบัตร กรอกเบอร์มือถือรับรหัส OTP 4.ยืนยันตัวตนได้ 2 วิธี คือ - Krungthai NEXT : เข้าสู่ระบบ กรอกรหัส รับ OTP ตั้ง PIN – สแกนใบหน้า : สแกนหน้า ตั้ง PIN เปิดใช้งาน Face/Touch ID 5.ยอมรับเงื่อนไขการใช้งาน รอระบบตรวจสอบ หากสำเร็จจะแสดงการ์ด G-Wallet บนหน้าจอ    กรณีที่ประชาชนลงทะเบียนสำเร็จ จะได้รับข้อความดังนี้ – ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส จำนวน 2,000 บาท เริ่มใช้สิทธิได้วันที่ 29 ต.ค. 68 (สำหรับผู้ที่ไม่อยู่ในระบบภาษี) – ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส จำนวน 2,400 บาท เริ่มใช้สิทธิได้วันที่ 29 ต.ค. 68 (สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี) กรณีผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” มาก่อน จะขึ้นข้อความ “กำลังรอผลการลงทะเบียน ระบบจะแจ้งผลผ่านการแจ้งเตือนของแอปฯ เป๋าตัง หรือ SMS ภายใน 3 วัน”   ในกรณีของประชาชนที่ไม่ได้รับสิทธิ จะขึ้นข้อความดังนี้  – ไม่สามารถลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสได้ (อายุต่ำกว่า 16 ปี บริบรูณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน) – คุณได้รับสิทธิเพิ่มวงเงินจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสได้ – ไม่สามารถลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสได้   “กระทรวงดีอี โดย รมว.ไชยชนก มีความห่วงใยประชาชน ในการลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยขอให้ประชาชนลงทะเบียนผ่าน แอปฯ “เป๋าตัง” ที่สามารถดาวน์โหลดจาก App Store หรือ Google Play ซึ่งถือเป็นช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่ควรกดลิงก์ หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏข้อความชักชวนให้ลงทะเบียน ซึ่งมีการส่งต่อกัน จากแหล่งที่มาไม่แน่ชัด โดยอาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้” นางสาวสุชาดา กล่าว   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน ประชุมสัมมนา “Government Data Catalog Day 2568 : Unlocking Thailand’s Data Potential” ขับเคลื่อนไทยสู่รัฐบาลอัจฉริยะด้วยพลังข้อมูลภาครัฐ โดยมี ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จัดโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดีอี ณ ห้องประชุมนครรังสิตแกรนด์บอลรูม โรงแรมโนโวเทล ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต จ.ปทุมธานี   การจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จของการพัฒนา ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย รัฐบาลอัจฉริยะ (Smart & Open Government) และ ประเทศขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Nation)   ในโอกาสนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติได้มอบ โล่ประกาศเกียรติคุณ “GD Catalog Award 2568” ให้แก่หน่วยงานที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนการจัดทำบัญชีข้อมูลภาครัฐ รวม 29 รางวัล แบ่งเป็น  ระดับกรม 16 รางวัล  ระดับจังหวัด 11 รางวัล หน่วยงานรูปแบบพิเศษและหน่วยงานท้องถิ่น 2 รางวัลโดยมีหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และสถาบันการศึกษา เข้าร่วมกว่า 100 หน่วยงาน พร้อมผู้ร่วมรับชมการถ่ายทอดสดทาง Facebook และ YouTube ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.