Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมระบบบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ และพบปะให้กำลังใจประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมด้วยนายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ผู้บริหารบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ร่วมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นายไชยชนก กล่าวว่า การตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการระบบศูนย์พักพิงชั่วคราว สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ถือเป็นศูนย์พักพิงที่เป็นศูนย์กลางของจังหวัด โดยนำเอาประสบการณ์จากสถานการณ์ความไม่มั่นคงครั้งที่ผ่านมา มาใช้การบริหารจัดการระบบศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พักพิง ด้วยการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันมีประชาชนในศูนย์พักพิงฯ ประมาณ 10,000 คน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2,000 คน ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งในด้านที่พัก สิ่งของอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น และอาหาร รวมถึงการจัดการด้านสาธารณสุข และด้านอื่นๆ โดยตนได้มอบหมายให้ สสช. และ BDI บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือในการจัดระบบลงทะเบียนผู้พักพิง การจัดการสิ่งของ และจัดส่งสิ่งของช่วยเหลือกระจายไปยังศูนย์พักพิงอื่นๆ การช่วยเหลือเยียวยา จากเดิมที่ใช้ระบบแบบ Manual พร้อมให้ทั้ง 2 หน่วยงาน เก็บข้อมูลการบริหารจัดการร่วมกันของแต่ละหน่วยงาน จัดทำเป็นแผนต้นแบบ “บุรีรัมย์โมเดล” ในการวางระบบมาตรฐานการจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราวทั่วประเทศ ทั้งในกรณีภัยความมั่นคง และภัยทางธรรมชาติ หรือภัยด้านอื่นๆ นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ NT วางระบบการสื่อสารโทรคมนาคม Wi-Fi และติดตั้งกล้องวงจรปิด ประจำศูนย์พักพิงต่างๆ รวมทั้ง ปณท. ที่ช่วยเหลือด้านการแจกจ่าย และจัดส่งสิ่งของให้ความช่วยเหลือ ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ยังได้เตรียมจัดทำระบบ DE Center Life ซึ่งเป็นระบบศูนย์กลางข้อมูลการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงในพื้นที่ ซึ่งระบบจะรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการช่วยเหลือประชาชน และจะทำการลบข้อมูลจากศูนย์กลางเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจช่วยเหลือ ซึ่งจะมีการจัดทำเป็นระเบียบที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ “จากปัญหาภัยพิบัติ รวมถึงภัยความมั่นคง ทำให้การวางระบบศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ได้มาตรฐาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้พักพิงจึงเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งกระทรวงดีอี เป็นศูนย์กลางของการรวบรวมข้อมูลของแต่ละหน่วยงานที่ช่วยลดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการให้ความช่วยเหลือประชาชน ผ่าน DE Center Life ก่อนลบข้อมูลประชาชนเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ซึ่งกำหนดเป็นระเบียบหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า” นายไชยชนก กล่าว ------------------------------------------------------

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในวันที่ 8 ธันวาคม 2568  AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 168,799 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 190 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 183 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Facebook 7 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 38 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 22 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 6 เรื่อง และข่าวปลอม 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 : ข่าวจริง  : เรื่อง กัมพูชาโจมตีทหารไทย หวังสร้างความสูญเสีย–ขัดขวางภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปรับปรุงเส้นทาง อันดับที่ 2 : ข่าวจริง  : เรื่อง กัมพูชาใช้อาวุธยิงในพื้นที่ช่องอานม้า - เล็งสนามบินและโรงพยาบาล และขอให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอตามแนวชายแดน อพยพออกจากพื้นที่ อันดับที่ 3 : ข่าวจริง  : เรื่อง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย มอบเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ 30 ล้านบาท อันดับที่ 4 : ข่าวจริง  : เรื่อง ศธ.สั่งปิดโรงเรียน 641 แห่ง ใน 5 จ. ชายแดนไทย–กัมพูชา ชั่วคราว และปิด 4 รพ.ชายแดน จ.สระแก้ว รับเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต อันดับที่ 5 : ข่าวจริง  : เรื่อง เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 68 กัมพูชาเปิดฉาก 5 จุดปะทะใหญ่ อันดับที่ 6 : ข่าวปลอม  : เรื่อง บีบมะนาว 3-4 หยด สามารถใช้ห้ามเลือดที่บาดแผลได้ อันดับที่ 7 : ข่าวจริง : เรื่อง ธอส. แจกของขวัญปีใหม่ 1,000 บาท ตอบแทนลูกค้าที่มีวินัยผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน สำหรับอันดับ 1  เป็นข่าวจริง เรื่อง “กัมพูชาโจมตีทหารไทย หวังสร้างความสูญเสีย–ขัดขวางภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปรับปรุงเส้นทาง” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับทีมโฆษกกองทัพบก กระทรวงกลาโหม ได้รับการยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ซึ่งมีข้อมูลที่เป็นระบุถึงกรณีทหารกัมพูชาใช้อาวุธโจมตีฝ่ายไทย เมื่อ 7 ธ.ค. 68 เวลา 14.15 น. ที่ผ่านมา บริเวณพื้นที่ ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย นั้น ทั้งนี้ โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่ฝ่ายไทยกำลังปฏิบัติภารกิจในการปรับปรุงเส้นทางในเขตอธิปไตยไทย แต่มีกลุ่มทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธยิงเข้ามาใส่ชุดรักษาความปลอดภัยของหน่วยทหารช่างที่กำลังปรับปรุงเส้นทาง ฝ่ายไทยจึงได้ทำการยิงตอบโต้กลับไป ทำให้เกิดการปะทะกัน และขอยืนยันว่า ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธก่อน เชื่อว่า มีเป้าหมายเพื่อให้ฝ่ายไทยเกิดการบาดเจ็บและสูญเสีย ขัดขวางการปฏิบัติงานของฝ่ายไทยในการเก็บกวาดทุ่นระเบิด และการปรับปรุงเส้นทางเพื่อภารกิจด้านความมั่นคงในบริเวณพื้นที่ชายแดน ในส่วนพฤติกรรมดังกล่าวนับเป็นความตั้งใจที่จะละเมิดข้อตกลงอย่างชัดเจน และเชื่อว่าเหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อกลไกความร่วมมือในการรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดน ที่ฝ่ายไทยได้มุ่งมั่นและพยายามให้ความร่วมมือมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น กองทัพบก ขอยืนยันว่า การปฏิบัติการด้วยอาวุธของฝ่ายไทยยึดกรอบกฎการใช้กำลัง ความจำเป็นในการป้องกันตนเองตามหลักสากล และอยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อตอบสนองต่อการกระทำอันเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/--------------------------------------------------------

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ความมั่นคง) ได้มีหนังสือเชิญ ตน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เข้าร่วมประชุมเรื่องการฟอกเงินที่โยงกับสแกมเมอร์จากกัมพูชา ในวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 9.30 น. นั้น ตนยินดีที่จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว สำหรับประเด็นที่ กมธ.ความมั่นคง ได้กำหนดเป็นวาระหารือคือการพิจารณาและติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการฟอกเงินของกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ กรณีของ Huione Group นายฮุนโต และกรณีการทำ MOU ระหว่างกระทรวงดีอี และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการกรณีของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก ทั้งนี้ ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ที่กมธ.ความมั่นคง ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยตนพร้อมที่จะร่วมหารือในด้านการปราบปรามสแกมเมอร์ และขบวนการฟอกเงินที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเป็นการขุดรากถอนโคนขบวนการเหล่านี้ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน และประเทศ พร้อมร่วมรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของ กมธ. เพื่อพิจารณาแนวทางการบูรณาการทำงานร่วมกันต่อไป “ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย.68 ที่ผ่านมา ทางกระทรวงดีอี โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.ฯ มาตรา 13 ได้เชิญนายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.ความมั่นคง ร่วมหารือและให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ แต่เนื่องด้วย ประธานกมธ. ติดภารกิจ ดังนั้นในโอกาสที่ กมธ.ความมั่นคง ได้เชิญตนร่วมหารือด้วยในครั้งนี้ จึงถือเป็นเรื่องที่ดีมากที่ทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ จะได้ร่วมกันหารือเพื่อการปราบปรามสแกมเมอร์ที่เป็นวาระแห่งชาติ ให้เป็นไปในทิศทางร่วมกัน” นายไชยชนก กล่าว --------------------------------------------------------

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568  AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 176,058 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 10,354 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 10,353 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 50 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 18 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง และข่าวปลอม 4 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 : ข่าวปลอม  : เรื่อง กัมพูชาเคารพข้อตกลง ไม่ได้เปิดฉากยิงใส่ประเทศไทย   อันดับที่ 2 : ข่าวจริง  : เรื่อง ตำบลกระสุนตก กระสุนปืนใหญ่ โดรนพลีชีพ ใน 11 ตำบล ในแผ่นดินไทย   อันดับที่ 3 : ข่าวปลอม  : เรื่อง ปปง. ยึดทรัพย์สแกมเมอร์ฯ พร้อมเปิดเพจ ทันข่าว Examine ให้ผู้เสียหายลงทะเบียนรับการช่วยเหลือ   อันดับที่ 4 : ข่าวจริง  : เรื่อง กกล.บูรพา ตรวจพบทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ PMN-2 ป้องกันการบุกของทหารไทย   อันดับที่ 5 : ข่าวจริง  : เรื่อง ทบ. ร่วมกับฝ่ายปกครองเร่งอพยพประชาชนตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา   อันดับที่ 6 : ข่าวจริง  : เรื่อง ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการ Quick Big Win เพื่อ SMEs ไทย   อันดับที่ 7 : ข่าวปลอม : เรื่อง ให้คำปรึกษาการลงทุน ผ่านบัญชีไลน์ ฝ่ายธุรกิจ Cafe Amazon   อันดับที่ 8 : ข่าวปลอม : เรื่อง ทหารไทยโจมตีอาคารศุลกากรที่ด่านชายแดนบึงตระกูล   สำหรับอันดับ 1  เป็นข่าวปลอม เรื่อง “กัมพูชาเคารพข้อตกลง ไม่ได้เปิดฉากยิงใส่ประเทศไทย” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับทีมโฆษกกองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก กระทรวงกลาโหม และได้รับการยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” โดยข้อเท็จจริงนั้น กัมพูชาได้เป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน กองทัพภาคที่ 2 จึงจำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการปะทะ เพื่อทำให้ภัยคุกคามสิ้นสภาพการรบ และรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยกองทัพภาคที่ 2 ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ความมั่นคง) ที่มีนายรังสิมันต์ โรม เป็นประธานฯ โดยมีวาระการประชุมเรื่อง การพิจารณาและติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการฟอกเงินของกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ กรณีของ Huione Group นายฮุนโต และกรณีการทำ MOU ระหว่างกระทรวงดีอี และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการกรณีของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก ณ ห้องประชุม N402 อาคารรัฐสภา

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ความมั่นคง) ในวาระหารือเรื่องการพิจารณาและติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการฟอกเงินของกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ และกรณีการทำ MOU ระหว่างกระทรวงดีอี และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC ที่มีนายรังสิมันต์ โรม เป็นประธานฯ    นายไชยชนก กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือโดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์ของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับโครงการ WorldCoin การสแกนม่านตาเพื่อแลกรับเหรียญคริปโตฯ และการลงนาม MOU ระหว่างกระทรวงดีอี กับบริษัท Prime Opportunity Fund BCC เพื่อดำเนินโครงการนำร่องเพื่อการพัฒนา และส่งเสริมศูนย์ธุรกิจดิจิทัลสำหรับประเทศไทย (Thailand International Digital Business & Finance Centre) หรือ TIDC   สำหรับเรื่องการสแกนม่านตา ตนได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ดำเนินการเร่งรัดตรวจสอบ โดยได้มีการแจ้งระงับการดำเนินกิจกรรม และขอให้ลบทำลายข้อมูลทั้งหมด 1.2 ล้านรายในทันที โดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 พบว่าการขอเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยสแกนม่านตา Iris Code ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากไม่แสดงหลักฐานการลบข้อมูลให้ดำเนินการตามมาตรการปรับพินัย ที่มีโทษปรับสูงสุด 5 ล้านบาท เฉพาะในกรณีที่ผู้เข้ารับการสแกนม่านตา โดยไม่ทราบว่าถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด โดยกระทรวงดีอี จะติดตามดำเนินการอย่างเต็มที่   ในส่วนเรื่อง MOU กระทรวงได้จัดตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่จะมีบุคคลจากหลายหน่วยงานในการร่วมตรวจสอบผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีประเด็นเรื่องของพฤติการณ์ที่ไม่เป็นปกติ ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิดจะดำเนินการอย่างถึงที่สุดต่อไป ในโอกาสนี้ตนขอขอบคุณ กมธ.ความมั่นคง ที่จะส่งบุคคลผู้เชี่ยวชาญมาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย   นอกจากนี้ตนยังได้เชิญ กมธ.ความมั่นคง ร่วมหารือในที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก. มาตรา 13 ในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้สามารถเข้าใจปัญหาร่วมกัน    “กระทรวงดีอี มีความยินดี และมีความคาดหวัง ว่าการร่วมประชุมในครั้งนี้ เป็นนิมิตหมายที่ดีในการหาแนวทางที่จะช่วยจัดการขบวนการสแกมเมอร์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในส่วนของ พ.ร.ก. จะเป็นเครื่องมือในการปราบปรามสแกมเมอร์ในอีกแนวทางหนึ่ง ด้านขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ ที่มีการยึดทรัพย์ได้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก นั้น ตนยืนยันว่ายังไม่มีการยุติการตรวจสอบ และจะมีการดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของ DSI และ ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและการกระทำที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงทางไซเบอร์และเศรษฐกิจของประเทศต่อไป” นายไชยชนก กล่าว  --------------------------------------------------------------------

รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผล ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ค.ต.ป.ดศ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ถวายพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี ณ ลานชั้น 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโฆษกกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า ตามที่มีสื่อโซเชียลมีเดียบางสำนัก ให้ข้อมูลข่าวการโพสต์ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่น ของนางกรุณา ชิดชอบ ว่าไม่ผิดกฎหมาย PDPA ด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงนั้น นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มีความกังวลต่อประเด็นนี้ เนื่องจากต้องการให้การดำเนินการเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เป็นไปตามกระบวนการอย่างถูกต้องที่สุด ไม่ว่าบุคคลที่กระทำความผิดจะเป็นบุคคลใดก็ตาม โดยให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการ    ทั้งนี้ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้ให้ข้อมูลชี้แจงต่อกรณีที่เกิดขึ้นดังนี้   1.กรณีการกระทำของผู้โพสต์ เนื่องจากผู้โพสต์ได้โพสต์ข้อมูลส่วนตัวของคู่กรณีในเชิงประชดประชัด โดยไม่ได้เป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอเพื่อกิจการใดกิจการหนึ่ง จึงเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งไม่อยู่ภายใต้กฎหมายบังคับ PDPA ตามมาตรา 4(1) แต่อย่างไรก็ตาม หากการโพสต์ดังกล่าวทำให้ผู้อื่นเสียหาย อาจเข้าข่ายการหมิ่นประมาท หรือมีความผิดตามกฎหมายอื่นได้    2. กรณีข้อมูลที่ถูกนำมาโพสต์เป็นข้อมูลที่รั่วไหลจากการควบคุมดูแลของ ตร. ในส่วนนี้ต้องบังคับตามกฎหมาย PDPA โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ตรวจสอบและต้องแจ้งเหตุการละเมิดมายัง สคส. ภายใน 72 ชม. ซึ่งขณะนี้ ตร. ได้ตรวจสอบและแจ้งเหตุการละเมิดมายัง สคส. แล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงโดย สคส. ซึ่งหากพบว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ไม่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมเพียงพอ ก็จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและรายงานต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาทางปกครองต่อไป   ขณะเดียวกัน ในระหว่างนี้หากคู่กรณีเห็นว่าตนได้รับเสียหายเพราะการกระทำดังกล่าวสามารถใช้สิทธิ์ร้องเรียนมายัง สคส.เพื่อส่งเรื่องให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาทางปกครองได้ โดย สคส. พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีการละเว้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างแน่นอน   “นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยสั่งการให้ สคส.เร่งรัดตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และดำเนินการทุกอย่างตามกระบวนการ ซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริงให้ดำเนินการตามกฎหมายได้ทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น” นางสาวสุชาดา กล่าว

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ในวันที่ 10 ธันวาคม 2568  AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 152,697 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,945 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,945 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 16 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 6 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง และข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 : ข่าวปลอม  : เรื่อง ไข่ไก่ที่วางขายตามตลาด เป็นไข่ปลอมที่ผลิตโดยโรงงานขนาดเล็ก   อันดับที่ 2 : ข่าวจริง  : เรื่อง จรวดหลายลำกล้องจากฝ่ายกัมพูชา ตกใส่พื้นที่บ้านเรือน โรงเรียน และชุมชนไทย   อันดับที่ 3 : ข่าวปลอม  : เรื่อง ไทยเป็นฝ่ายเริ่มรุกราน และใช้อาวุธทุกชนิดโจมตีต่อเนื่อง เพื่อยั่วยุให้กัมพูชาโต้ตอบ   อันดับที่ 4 : ข่าวปลอม  : เรื่อง กกท. ยังไม่ชำระค่าเช่าสนามเปตอง 400,000 บาท จึงไม่สามารถใช้สนามเพื่อแข่งซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 ได้   อันดับที่ 5 : ข่าวจริง  : เรื่อง สั่งการ 3 มาตรการเร่งด่วน รับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา   อันดับที่ 6 : ข่าวปลอม  : เรื่อง  ไทยใช้ควันพิษพ่นใส่ทหารกัมพูชาที่ภูเขาผี   อันดับที่ 7 : ข่าวปลอม : เรื่อง เชิญชวนแอดไลน์ pttservice_or ที่รับรองจาก ก.ล.ต. เพื่อรับรายละเอียดการลงทุนฟรี   สำหรับอันดับ 1  เป็นข่าวปลอม เรื่อง “ไข่ไก่ที่วางขายตามตลาด เป็นไข่ปลอมที่ผลิตโดยโรงงานขนาดเล็ก” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบและยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” โดยไข่ที่วางขายตามตลาดสำหรับรับประทานนั้น ไม่มีไข่ปลอมแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันไทยผลิตไข่ไก่ได้มากตามความต้องการในประเทศอยู่แล้ว ซึ่งทาง Egg board พยายามรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ให้มีเพียงพอ ไม่ขาดแคลนในการบริโภค จึงไม่มีความจำเป็นต้องผลิตไข่ปลอม    ในส่วนของภาพคลิปที่พบนั้น ส่วนใหญ่เป็นกระบวนการผลิตไข่ของเล่น อีกทั้งคลิปดังกล่าว ได้มีการตัดต่อระหว่างกระบวนการผลิตไข่ของเล่น (ไข่ยาง ไข่สกุชชี่) สำหรับบีบเล่น โดยเป็นภาพการปั้นทรงไข่และการฉีดสีต่าง ๆ รวมกับการผลิตไข่ในโรงงานแปรรูปโดยมีภาพการตอกไข่ ภาพการเคลือบผิวไข่เพื่อคงความสดของไข่   ขณะเดียวกัน กรมปศุสัตว์ ยังได้แนะนำวิธีการเลือกซื้อไข่สด โดยให้สังเกตุที่เปลือกไข่ ไข่สดจะมีนวลไข่คล้ายแป้งติดอยู่ เปลือกเรียบไม่ขรุขระ เปลือกไข่ภายนอกเป็นสีนวลตามสายพันธุ์ไก่ ไม่มีสิ่งสกปรก เปลือกไข่ไม่แตก บุบ ร้าว หากเขย่าจะไม่มีเสียงน้ำกระฉอกภายใน หรือสังเกตง่าย ๆ ด้วยการดูที่วันผลิตและหมดอายุที่แสดงที่ฉลากของไข่   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ -------------------------------------------------------------------------

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในวันที่ 11 ธันวาคม 2568  AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,101 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,969 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 7,964 ข้อความ และผ่านช่องทาง Line Official 5 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 47 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 16 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 : ข่าวปลอม  : เรื่อง เปิดวิธียืนยันตัวตนที่ตู้กรุงไทย ATM คนละครึ่งพลัส เฟส 2 อันดับที่ 2 : ข่าวจริง  : เรื่อง กทม. ประกาศเข้ม ห้ามจุดพลุ–โคมลอย ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 อันดับที่ 3 : ข่าวจริง  : เรื่อง หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางหมายเลข 348 แก้วเพชรพลอย-ช่องตะโก ชั่วคราว อันดับที่ 4 : ข่าวจริง  : เรื่อง กองทัพไทย ทำลายบ่อนคาสิโนที่บัญชาการรบของกัมพูชา อันดับที่ 5 : ข่าวจริง  : เรื่อง ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 4 อำเภอ จ.สระแก้ว ออกนอกเคหะสถาน อันดับที่ 6 : ข่าวปลอม  : เรื่อง  ทหารกัมพูชา วางอาวุธและยกมือแสดงการยอมจำนน อันดับที่ 7 : ข่าวบิดเบือน : เรื่อง สัญญาณเตือนหลังมื้ออาหาร เสี่ยงโรคเบาหวานกำเริบ สำหรับอันดับ 1  เป็นข่าวปลอม เรื่อง “เปิดวิธียืนยันตัวตนที่ตู้กรุงไทย ATM คนละครึ่งพลัส เฟส 2” กระทรวงดีอี ได้ประสานร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง ตรวจสอบและยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากโครงการคนละครึ่งพลัส อยู่ในระหว่างเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และยังไม่มีการประกาศกำหนดวันเปิดให้ลงทะเบียนแต่อย่างใด ขอประชาชนติดตามข่าวสารทางการของหน่วยงานที่น่าเชื่อถือเท่านั้น นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนว่าการให้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------------

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,361 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 13,104 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 13,096 ข้อความ และช่องทาง Facebook 8 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 59 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 5 เรื่อง ข่าวปลอม 1 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม : เรื่อง OR เปิดเพจเฟซบุ๊ก Government Savings ชวนลงทุนหุ้น อันดับที่ 2 ข่าวจริง : เรื่อง กินหน่อไม้สดปริมาณมาก เสี่ยงรับพิษจากสารไซยาไนด์ อันตรายถึงชีวิต อันดับที่ 3 ข่าวจริง : เรื่อง ทหารกัมพูชา ยิง BM-21 ลงเขตพื้นที่พลเรือน 55 จุด บ้านเรือนเสียหาย 13 หลัง อันดับที่ 4 ข่าวจริง : เรื่อง เตือนประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน งดใช้โทรศัพท์มือถือและห้ามนำสิ่งของไปมอบในพื้นที่เสี่ยง อันดับที่ 5 ข่าวจริง : เรื่อง กยศ.ช่วยผู้กู้ยืมที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ขอผ่อนผันหนี้ได้โดยไม่เสียดอกเบี้ย สูงสุด 2 ปี อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง ห้องน้ำในสนามราชมังฯ ยังปรับปรุงไม่เสร็จสมบูรณ์ สกปรก มีกลิ่น อันดับที่ 7 ข่าวจริง : นายกรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “OR เปิดเพจเฟซบุ๊ก Government Savings ชวนลงทุนหุ้น” กระทรวงดีอี ได้ประสานร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กระทรวงพลังงาน ตรวจสอบและยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากเพจดังกล่าวเป็นบัญชีที่มิจฉาชีพจัดทำขึ้น โดยแอบอ้างใช้ตราสัญลักษณ์และผลิตภัณฑ์ Café Amazon ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของ OR มาประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ลงทุนหุ้น ซึ่ง OR ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนว่าการให้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------------

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 13 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,548 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 8,501 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 8,501 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 43 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง และข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง : เรื่อง ครม.อนุมัติปรับเพดานเงินเดือนสูงสุด 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท เข้ากองทุนประกันสังคม   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม : เรื่อง รัฐบาลไทยยังส่งออกน้ำมันให้กัมพูชา   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม : เรื่อง เพจ Brian Bouchard เปิดให้เข้าร่วมกลุ่มตลาดหุ้นฟรี พร้อมคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพแล้ว 10 ตัว   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม : เรื่อง ทหารกัมพูชาแนวรบพระวิหารยอมยกธงขาว เพื่อขอชีวิต   อันดับที่ 5 ข่าวจริง : เรื่อง กรมประมง ขอความร่วมมือเรือประมงทุกลำ หลีกเลี่ยงการเดินเรือใกล้เขตชายแดนไทย - กัมพูชา   อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง ดื่มนมดิบวันละ 1 ลิตร และไข่ดิบวันละ 6 ฟอง เสริมสร้างสุขภาพที่ดี   อันดับที่ 7 ข่าวจริง : เรื่อง ไทยไม่มีการทำเหมืองแร่หายาก เร่งนำเข้า เพิ่มมูลค่าก่อนส่งออก   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ครม.อนุมัติปรับเพดานเงินเดือนสูงสุด 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท เข้ากองทุนประกันสังคม” กระทรวงดีอี ได้ประสานร่วมกับ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ตรวจสอบและยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยขอชี้แจงว่า การปรับเพดานค่าจ้าง จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งกฎกระทรวงฯ จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนธันวาคม 2568 สำหรับการปรับเพดานค่าจ้างนั้น จะมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน ในกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตลอดจนกรณีชราภาพ โดยการปรับขึ้นเพดานค่าจ้าง จะดำเนินการเป็น 3 ระยะ ดังนี้   ระยะที่ 1 (ปี พ.ศ. 2569–2571) เพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ระยะที่ 2 (ปี พ.ศ. 2572–2574) เพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน ระยะที่ 3 (ปี พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป) เพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน   หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร สายด่วน 1506 บริการตลอด 24 ชั่วโมง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------------

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการแจ้งเตือนภัยผ่านบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล Safety Check ด้วยความร่วมมือ ของกระทรวงดีอี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรมควบคุมมลพิษ กรุงเทพมหานคร และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ อาคาร 9 บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ . นายไชยชนก รมว.ดีอี กล่าวว่า กระทรวงดีอี สนับสนุนการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเตือนภัยฉุกเฉินด้วยกลไกที่ตรวจสอบความถูกต้องได้ พร้อมส่งต่อข้อมูลผ่านช่องทางที่ประชาชนเข้าถึงง่าย เพื่อให้ระบบเตือนภัยมีความครอบคลุมและพร้อมใช้งานทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการ MOU การแจ้งเตือนภัยผ่านบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล “Safety Check” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานรัฐและแพลตฟอร์มดิจิทัล ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรมควบคุมมลพิษ กรุงเทพมหานคร และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับ “Safety Check” สามารถใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน LINE เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่จำเป็นจากภาครัฐอย่างทันท่วงที และสามารถยืนยันความปลอดภัยของตนเอง เมื่อเผชิญเหตุภัยพิบัติ เข้าถึงการดูแลความปลอดภัยในยามฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน “Safety Check” จะเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ได้จากการบูรณาการข้อมูลร่วมกันของแต่ละหน่วยงาน ในระบบฐานข้อมูลกลางของกระทรวงดีอี เพื่อใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือเผชิญภัยพิบัติ ทั้งในด้านการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง การช่วยเหลือในขณะเกิดเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที และการเยียวยาภายหลังจากเหตุการณ์สิ้นสุดลง โดยเมื่อมีการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนแล้ว จะมีทำการลบข้อมูลที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลกลางออกทันที เพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธี เปิดงาน สัมมนาให้ความรู้ในการรับมือและการจัดการกับภัยและคดีออนไลน์ ครั้งที่ 1 โดยมี นางสาวธนิสสรา ลิ้นสุวรรณ ประธานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชนด้านคดีและภัยออนไลน์ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมอบรม แบบออนไซต์ 112 คน และออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ Preventonlinecrime 104 คน ณ ห้องประชุมอิมพีเรียลบอลรูม จังหวัดเชียงใหม่   การสัมมนาครั้งนี้  มุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับภัยคุกคามออนไลน์รูปแบบใหม่ การป้องกันตนเอง และทักษะในการจัดการคดีออนไลน์ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และพื้นที่ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญบรรยายใน 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “AI กับอาชญากรรมออนไลน์ Cybercrime 2025: Trends, Threats, and the Rise of AI” วิเคราะห์แนวโน้มภัยไซเบอร์ยุคใหม่และผลกระทบของ AI ต่อสังคม และ “Cyber Wise: เท่าทัน – ป้องกัน – จัดการ รับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์อย่างชาญฉลาด” เสริมทักษะให้ผู้เข้าร่วมสามารถป้องกันและรับมือภัยออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   โดยที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงดีอี ได้จัดอบรมและให้ความรู้แก่ประชาชนและเครือข่ายภาครัฐมาแล้วกว่า 5 ครั้ง รวมกว่า 1,250 คน พร้อมอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมกว่า 250 คน เพื่อเสริมความเข้าใจด้านกฎหมายดิจิทัล การสืบสวน และการปฏิบัติการเชิงพื้นที่ปัจจุบันความต้องการด้านความรู้ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงดีอี จึงได้จัดทำโครงการสัมมนาระดับภูมิภาคไม่น้อยกว่า 3 ครั้งในปีงบประมาณ 2568 เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มความพร้อมรับมือภัยไซเบอร์ในทุกพื้นที่ของประเทศ  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.