Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ให้การต้อนรับ Ms. Paulomi Tripathi อุปทูตสาธารณรัฐอินเดีย ประจำประเทศไทย ณ ห้องประชุม 1004 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุม AI Impact Summit 2026 ของสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 19 - 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย และได้เชิญผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว   สำหรับการประชุม AI Impact Summit จะแบ่งออกเป็น ๗ คณะทำงาน (Working Groups) ได้แก่ ทุนมนุษย์ (Human Capital) การมีส่วนร่วมเพื่อเสริมพลังทางสังคม (Inclusion for Social Empowerment) ความปลอดภัยและความเชื่อถือได้ของ AI (Safe and Trusted AI) ความยืดหยุ่น นวัตกรรม และประสิทธิภาพ (Resilience, Innovation, and Efficiency) วิทยาศาสตร์ (Science) การเข้าถึงทรัพยากรทางด้าน AI อย่างเป็นธรรม (Democratizing AI Resources) และ AI เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและประโยชน์ทางสังคม (AI for Economic Growth and Social Good)   ทั้งนี้ ประเทศไทยและอินเดียมีความร่วมมือระหว่างกันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล และส่งเสริมกิจกรรมความร่วมมือด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ภายใต้บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดียว่าด้วยความร่วมมือในสาขาเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 3 เมษายน 2568 – 3 เมษายน 2573  


นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,477 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,118 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,118 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 26 เรื่อง ซึ่งได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจำนวน 8 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง และข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง จีนยืนยันไม่มีการส่งมอบอาวุธ GAM-102LR รุ่นใหม่ให้กัมพูชา อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ นาย ใส เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมาย ไม่ต้องไปสอบเองที่ขนส่งให้เสียเวลา อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กัมพูชาใช้ล็อบบี้ยิสต์ฝั่งตะวันตก สร้างภาพโจมตีไทย อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Brian Bouchard ชวนแอดไลน์ เพื่อรับหุ้นศักยภาพสูงฟรี อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ร่วมกับ 2 ธนาคาร คืนเงินเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ติดต่อขอรับคืนผ่านบัญชี TikTok moj.co.th21 อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ไลน์ Cafe Amazon เป็นบัญชีทางการ สำหรับติดต่อศูนย์บริการ Cafe Amazon โดยเฉพาะ อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดเพจ ดัชนีหุ้นทั่วโลก เปิดให้ศึกษาเรียนฟรีต้อนรับปีใหม่ ฉบับเข้าใจง่าย เรียนจบมีวุฒิบัตรให้ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “จีนยืนยันไม่มีการส่งมอบอาวุธ GAM-102LR รุ่นใหม่ให้กัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กองทัพอากาศไทย กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ทางการจีนได้ยืนยันแล้วว่า ไม่มีการส่งมอบอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง GAM-102LR (รุ่นล่าสุด) ให้กับฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด โดยอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง GAM-102 นั้นเป็นล็อตการผลิตเดิม ซึ่งเป็นรุ่นที่มีการใช้งานมากกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------

วันนี้ 20 ธันวาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม Econmass Sport Day 2025 กิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ องค์กรภาครัฐและเอกชน โดยมีสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วม ณ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

วันนี้ 20 ธันวาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมาย นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี เข้าร่วมเป็นประธานในพิธีปิดงาน พร้อมมอบโล่รางวัลและกล่าวปิดงาน ในการแข่งขันทักษะไซเบอร์ Hack the Scammer CTF 2025 รอบชิงชนะเลิศ โดยมี พลอากาศตรีอมร ชมเชย เลขาธิการ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จัดโดย ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช) ณ โรงแรม Grande Centre Point Lumphini กรุงเทพฯ เป็นเวทีที่รวมทั้งการประชันทักษะที่เข้มข้นที่สุด สำหรับการรับมือภัยหลอกลวงออนไลน์ เจาะระบบ และแก้โจทย์สถานการณ์ Anti-Scam ที่ใกล้เคียงภัยคุกคามจริงในโลกไซเบอร์ เทคนิคการรับมือกลโกงออนไลน์ ได้รับความรู้ด้าน Anti-Scam และ Cybersecurity และการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่แค่การชิงชัย แต่คือการยกระดับความตระหนักรู้ และเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือภัยหลอกลวงทางไซเบอร์ เพื่อสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,486 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 12,091 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 12,089 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 32 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม : เรื่อง ท่าอากาศยานไทยเลือกปฏิบัติกับผู้โดยสารที่เดินทางไปกัมพูชา อันดับที่ 2 ข่าวจริง : เรื่อง กัมพูชามีคลังระเบิดดัดแปลง และหลักสูตรฝึกสอนทุ่นระเบิดฯ โดยละเมิดอนุสัญญาออตตาวา อันดับที่ 3 ข่าวจริง : เรื่อง กองทัพบกปฏิเสธข้อกล่าวหากัมพูชา ยืนยันไทยโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหาร อันดับที่ 4 ข่าวจริง : เรื่อง เร่งช่วยเหลือเกษตรกรและสัตว์เลี้ยง ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะ ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง พบคลื่นฮาร์ปในทะเลไทยที่หาดนางทอง อันดับที่ 6 ข่าวปลอม : เรื่อง เพจ ประพันธ์ วีระแสง รับทำใบขับขี่ แท้ทุกประเภท ไม่ต้องสอบเองที่ขนส่ง อันดับที่ 7 ข่าวปลอม : เรื่อง ก.ล.ต. เปิดเว็บไซต์ใหม่ เพื่อให้บริการนักลงทุนโดยเฉพาะ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “ท่าอากาศยานไทยเลือกปฏิบัติกับผู้โดยสารที่เดินทางไปกัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทอท. หรือ AOT กระทรวงคมนาคม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจากการเผยแพร่ข้อมูลว่า ผู้โดยสารชาวยุโรปที่เดินทางต่อเครื่องไปกัมพูชา ถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดและไม่เหมาะสม เช่น การสอบถามเป็นเวลานานก่อนขึ้นเครื่อง การขอหลักฐานแสดงฐานะการเงินที่ไม่สมเหตุสมผล การตรวจสอบรายละเอียดการจองที่พักในกัมพูชาอย่างละเอียด และสัมภาระของผู้โดยสารสูญหาย ทั้งนี้ AOT ขอยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดย AOT มีระบบติดตามตรวจสอบสัมภาระและรับเรื่องร้องเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ และท่าอากาศยานของ AOT ทั้ง 6 แห่ง ได้ดำเนินการตามกฎระเบียบมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติที่กำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยต่อผู้โดยสารและสัมภาระที่ออกเดินทางจากท่าอากาศยาน ซึ่งได้รับการตรวจสอบด้านมาตรฐานการบินสากลตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัย (Safety) และการรักษาความปลอดภัย (Security) เป็นไปตามมาตรฐานสากลในระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดหากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,376 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,861 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,859 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 39 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 20 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง รถบรรทุกน้ำมัน 80 คัน ขนน้ำมันกว่า 4 ล้าน มุ่งไปสู่กัมพูชา   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม : เรื่อง กัมพูชาใช้สไนเปอร์หวังเอาชีวิต ผบ.ทร.   อันดับที่ 3 ข่าวจริง : เรื่อง อากาศยานไร้คนขับ UAV ของไทย สูญเสียการควบคุมตกในพื้นที่ปอยเปต   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม : เรื่อง ปฏิบัติการทางทหารของไทย ต้องการผนวกดินแดนกับกัมพูชา   อันดับที่ 5 ข่าวจริง : เรื่อง กกล.บูรพา บุกค้นบ้านชาวกัมพูชาที่เคยอาศัยอยู่ พบหลักฐานเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์   อันดับที่ 6 ข่าวจริง : เรื่อง ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม : เรื่อง ทหารไทยเสียชีวิตกว่า 5,000 นาย จากการปะทะกับกัมพูชา   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม : เรื่อง สลาก N3 ปลอดภัย ถูกกฎหมาย จ่ายจริง ซื้อกับไลน์ @n3glo   อันดับที่ 9 ข่าวปลอม : เรื่อง ไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 ทิ้งระเบิด 2 ลูก ในเมืองปอยเปต   อันดับที่ 10 ข่าวปลอม : เรื่อง ไทยปล่อยก๊าซพิษเข้าจังหวัดบันเตียเมียนเจย   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน : เรื่อง “รถบรรทุกน้ำมัน 80 คัน ขนน้ำมันกว่า 4 ล้าน มุ่งไปสู่กัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าเป็น “ข่าวบิดเบือน” โดยปัจจุบันประเทศไทยไม่มีการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังประเทศกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางเรือ ซึ่งรถบรรทุกน้ำมันจำนวน 80 คันที่ขนน้ำมันกว่า 4 ล้านลิตรผ่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี ตามข่าวนั้น เป็นการขนส่งไปยัง สปป.ลาว เพื่อใช้ในประเทศเท่านั้น รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาว ได้ยืนยันว่า การนำเข้าน้ำมันดังกล่าวจะถูกนำไปใช้รองรับความต้องการภายในประเทศและไม่มีการส่งต่อน้ำมันไปยังประเทศที่สาม เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายว่าด้วยสินค้าผ่านแดนของ สปป.ลาว   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ----------------------------------------------------------------------

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลในภูมิภาค (4 ภาค) ครั้งที่ 1 โดยมี นางสาวอารีรัตน์ กิตติสมบูรณ์สุข สถิติจังหวัดสมุทรปราการ เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยเครือข่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดิจิทัลอำเภอ และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 200 คน ณ โรงแรม คูณ จังหวัดสมุทรปราการ   การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องการยกระดับศักยภาพของประเทศผ่านการขับเคลื่อนดิจิทัลในระดับจังหวัด โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ อาทิ ทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) การค้าขายออนไลน์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เพื่อให้ประชาชนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีภูมิคุ้มกันในการป้องกันภัยจากข่าวปลอม (Fake News) ตลอดจนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ   นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารฯ กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางสังคมผ่านการส่งเสริมการใช้ AI อย่างถูกต้อง เป้าหมายหลักคือการพัฒนาผู้เข้าร่วมอบรมให้เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งและเป็นแกนนำในการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Media and Information Literacy) ไปสู่ภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และที่สำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน   ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อยู่ระหว่างการผลักดันนโยบายด้านการป้องกันภัยออนไลน์และความปลอดภัยทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนดังกล่าวขยายผลสู่ระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยกลไกของเครือข่ายดิจิทัลในพื้นที่เป็นตัวกลางสำคัญในการส่งต่อความรู้ที่ถูกต้องให้แก่ชุมชนต่อไป

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวอารีรัตน์ กิตติสมบูรณ์สุข สถิติจังหวัดสมุทรปราการ และทีมงานจากกระทรวงดีอี ได้ลงพื้นที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อหารือร่วมกับ นายนิกูล ธนวรเมธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ในการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ตามนโยบายการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยระบบดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มกลางที่ช่วยบริหารจัดการงานสารบรรณในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) เต็มรูปแบบ พร้อมรองรับการลงนามด้วย Digital Signature ที่มีความปลอดภัยสูงตามมาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ   ทางด้านจังหวัดสมุทรปราการขานรับแนวทางดังกล่าว โดยเตรียมผนึกกำลังกับทีมเทคนิค (NT) เพื่อจัดวางโครงสร้างหน่วยงานและเร่งอบรมเจ้าหน้าที่ให้พร้อมสำหรับการใช้งานจริง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพลิกโฉมการทำงานของจังหวัดสู่ระบบดิจิทัล ที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถลงนามอนุมัติงานได้ทุกที่ทุกเวลา ช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทำงานราชการได้อย่างยั่งยืน


นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,453 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,667 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 7,665 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 47 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 15 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 9 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาเร่งรื้อถอนเขื่อนกันคลื่น 73 หลังจากโดนฝ่ายไทยข่มขู่   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ทบ.ควบคุมพื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 พร้อมนำร่างทหารกล้า 2 นาย กลับพื้นที่ส่วนหลัง   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ทำลายฐานที่มั่น ยึดคืนพื้นที่บ้านท่าเส้น–กาสิโนทมอดา จ.ตราด ได้สำเร็จ   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยโจมตีโรงเรียนประถมศึกษาในเขตเศรษฐกิจพิเศษทมอดา ประเทศกัมพูชา   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ธงชาติกัมพูชาโบกสะบัดเหนือ ช่องอานม้า ระหว่าง เนิน 677-เนิน 500   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง  ไทยจัดฉากเหตุการณ์แนวรบปราสาทตาควาย   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง  เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเองที่ขนส่ง ผ่านเพจ คน ล่าฝัน   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง  ไทยใช้ปืนเล็กยาวและระเบิด โจมตีรถสาธารณะของพลเรือน   อันดับที่ 9 ข่าวจริง เรื่อง  กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากร้อยละ 1.50 เหลือ ร้อยละ 1.25 ต่อปี   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “กัมพูชาเร่งรื้อถอนเขื่อนกันคลื่น 73 หลังจากโดนฝ่ายไทยข่มขู่” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยกองทัพเรือชี้แจงว่าไม่ได้ออกคำสั่งหรือกดดันฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเพียงการเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการรื้อถอนเขื่อนกันคลื่น ในพื้นที่ชายแดนทางทะเลบริเวณหลักเขตที่ 73 ที่แสดงถึงความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตามแนวชายฝั่งและความมั่นคง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดน   อีกทั้งการสื่อสารทั้งหมดทำผ่านกลไกความร่วมมือชายแดนตามกรอบทวิภาคี คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) การรื้อถอนเขื่อนกันคลื่นเป็นการตัดสินใจของเอกชนฝ่ายกัมพูชาเอง ไม่ได้เกิดจากคำสั่งหรือข้อเรียกร้องจากไทย กองทัพเรือยังคงยึดแนวทางสันติ ใช้การเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นหลัก เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศในระยะยาว   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด     หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------



วันที่ 25 ธันวาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายประสาทสุข อุปัชฌาย์ ผู้อำนวยการกองกลาง ให้การต้อนรับ นางกาญจนา ศรีปัดถา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง และ นายสมบัติ หวังเกษม รองผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง จากสถาบันพระปกเกล้า ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี โดยสถาบันพระปกเกล้ามีแผนเตรียมเริ่มใช้งานระบบดังกล่าวในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ จึงได้เข้าศึกษากรณีตัวอย่าง (Use Case) และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานจริง เพื่อนำไปปรับใช้ในการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัลและลดภาระงานด้านเอกสารอย่างเป็นรูปธรรม   ในการศึกษาดูงานครั้งนี้ ทีมงานสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี ได้สาธิตระบบงานที่สำคัญ อาทิ ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Sarabun) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การร่างเอกสาร ไปจนถึงการลงนามดิจิทัล (Digital Signature) ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งรองรับการยืนยันตัวตนด้วย ThaiID และมีระบบ Time Stamp เพื่อระบุเวลาการลงมือที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีระบบบริหารจัดการการจองรถยนต์และห้องประชุม รวมถึงระบบ e-Meeting ที่ใช้ลงทะเบียนเข้าประชุมและใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายค่าเบี้ยประชุมหรืออาหารว่างได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์ และมีการถ่ายทอดประสบการณ์ปรับเปลี่ยนองค์กรให้สามารถ Work from Anywhere ซึ่งระบบมีฟังก์ชันรองรับให้บุคลากรสามารถลงเวลาปฏิบัติงานและรายงานผลผ่านระบบดิจิทัลได้   ทั้งนี้ กระทรวงดีอีมุ่งหวังให้ระบบ e-Office เป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานกลางที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐประหยัดงบประมาณด้านไอที และสามารถต่อยอดข้อมูลสู่การวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการในอนาคต

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 166,005 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,863 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,863 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 23 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง : เรื่อง กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ล่อทหารไทยเข้าสู่ทุ่งสังหาร ฝ่าฝืนกฎหมายมนุษยธรรมร้ายแรง   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม : เรื่อง เพจ Pratchaya Sarata รับทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมาย ไม่ต้องไปสอบเองที่ขนส่ง   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง  ไทยมีเจตนารุกล้ำอธิปไตยและโจมตีโบราณสถาน ที่กัมพูชาตั้งเป็นฐานปฏิบัติการ   อันดับที่ 4 ข่าวจริง : เรื่อง กองทัพเรือ เปิดให้ทางการกัมพูชาเข้ารับร่างทหารผู้เสียชีวิต แต่ยังไร้การติดต่อกลับ   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง ภูมิแพ้ จมูกตันมักเกิดตอนเช้า เพราะกลางคืนมี Cortisol ต่ำ และเม็ดเลือดขาวปล่อยสารก่ออักเสบ   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม : เรื่อง  Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Amazon.Official   อันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง  เช็กสัญญาณเตือนโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตันได้จากจุดสังเกตบนใบหน้า   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ล่อทหารไทยเข้าสู่ทุ่งสังหาร ฝ่าฝืนกฎหมายมนุษยธรรมร้ายแรง” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เข้าควบคุมและตรวจสอบพื้นที่ บ้านหนองรี และ บ้านท่าเส้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาเคยเข้ายึดครองและใช้เป็นฐานที่มั่นทางทหาร ตรวจพบวัตถุพยานจำนวนมากที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อันแสดงถึงการวางแผนและการกระทำโดยเจตนาในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ได้แก่ แผนผังแสดงตำแหน่งการฝังทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และทุ่นระเบิดดัดแปลงในพื้นที่บ้านหนองรี คลังอาวุธและทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบดัดแปลงในพื้นที่บ้านท่าเส้น (กาสิโนทมอดา) ซึ่งยืนยันว่า ฝ่ายทหารกัมพูชาได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ โดยมีการครอบครองและการใช้อาวุธต้องห้ามดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม   ทั้งนี้การกระทำดังกล่าว ส่งผลให้กำลังพลทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นรายที่ 8 ซึ่งถือเป็นผลโดยตรงจากการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นการคุกคามต่อชีวิตมนุษย์โดยไม่เลือกเป้าหมาย ทั้งต่อทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์   สำหรับการใช้ การวาง และการคงไว้ซึ่งทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในลักษณะดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน และเป็นพฤติการณ์ที่ไม่อาจยอมรับได้ในประชาคมระหว่างประเทศ กองทัพเรือจะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการในระดับรัฐต่อไป รวมถึงการแจ้งต่อประชาคมระหว่างประเทศและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบถึงการละเมิดอย่างต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชา   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด     หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.