Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


วันที่ 25 ธันวาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายประสาทสุข อุปัชฌาย์ ผู้อำนวยการกองกลาง ให้การต้อนรับ นางกาญจนา ศรีปัดถา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง และ นายสมบัติ หวังเกษม รองผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง จากสถาบันพระปกเกล้า ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี โดยสถาบันพระปกเกล้ามีแผนเตรียมเริ่มใช้งานระบบดังกล่าวในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ จึงได้เข้าศึกษากรณีตัวอย่าง (Use Case) และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานจริง เพื่อนำไปปรับใช้ในการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัลและลดภาระงานด้านเอกสารอย่างเป็นรูปธรรม   ในการศึกษาดูงานครั้งนี้ ทีมงานสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี ได้สาธิตระบบงานที่สำคัญ อาทิ ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Sarabun) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การร่างเอกสาร ไปจนถึงการลงนามดิจิทัล (Digital Signature) ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งรองรับการยืนยันตัวตนด้วย ThaiID และมีระบบ Time Stamp เพื่อระบุเวลาการลงมือที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีระบบบริหารจัดการการจองรถยนต์และห้องประชุม รวมถึงระบบ e-Meeting ที่ใช้ลงทะเบียนเข้าประชุมและใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายค่าเบี้ยประชุมหรืออาหารว่างได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์ และมีการถ่ายทอดประสบการณ์ปรับเปลี่ยนองค์กรให้สามารถ Work from Anywhere ซึ่งระบบมีฟังก์ชันรองรับให้บุคลากรสามารถลงเวลาปฏิบัติงานและรายงานผลผ่านระบบดิจิทัลได้   ทั้งนี้ กระทรวงดีอีมุ่งหวังให้ระบบ e-Office เป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานกลางที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐประหยัดงบประมาณด้านไอที และสามารถต่อยอดข้อมูลสู่การวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการในอนาคต

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 166,005 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,863 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,863 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 23 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง : เรื่อง กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ล่อทหารไทยเข้าสู่ทุ่งสังหาร ฝ่าฝืนกฎหมายมนุษยธรรมร้ายแรง   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม : เรื่อง เพจ Pratchaya Sarata รับทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมาย ไม่ต้องไปสอบเองที่ขนส่ง   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง  ไทยมีเจตนารุกล้ำอธิปไตยและโจมตีโบราณสถาน ที่กัมพูชาตั้งเป็นฐานปฏิบัติการ   อันดับที่ 4 ข่าวจริง : เรื่อง กองทัพเรือ เปิดให้ทางการกัมพูชาเข้ารับร่างทหารผู้เสียชีวิต แต่ยังไร้การติดต่อกลับ   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง ภูมิแพ้ จมูกตันมักเกิดตอนเช้า เพราะกลางคืนมี Cortisol ต่ำ และเม็ดเลือดขาวปล่อยสารก่ออักเสบ   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม : เรื่อง  Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Amazon.Official   อันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง  เช็กสัญญาณเตือนโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตันได้จากจุดสังเกตบนใบหน้า   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ล่อทหารไทยเข้าสู่ทุ่งสังหาร ฝ่าฝืนกฎหมายมนุษยธรรมร้ายแรง” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เข้าควบคุมและตรวจสอบพื้นที่ บ้านหนองรี และ บ้านท่าเส้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาเคยเข้ายึดครองและใช้เป็นฐานที่มั่นทางทหาร ตรวจพบวัตถุพยานจำนวนมากที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อันแสดงถึงการวางแผนและการกระทำโดยเจตนาในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ได้แก่ แผนผังแสดงตำแหน่งการฝังทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และทุ่นระเบิดดัดแปลงในพื้นที่บ้านหนองรี คลังอาวุธและทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบดัดแปลงในพื้นที่บ้านท่าเส้น (กาสิโนทมอดา) ซึ่งยืนยันว่า ฝ่ายทหารกัมพูชาได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ โดยมีการครอบครองและการใช้อาวุธต้องห้ามดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม   ทั้งนี้การกระทำดังกล่าว ส่งผลให้กำลังพลทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นรายที่ 8 ซึ่งถือเป็นผลโดยตรงจากการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นการคุกคามต่อชีวิตมนุษย์โดยไม่เลือกเป้าหมาย ทั้งต่อทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์   สำหรับการใช้ การวาง และการคงไว้ซึ่งทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในลักษณะดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน และเป็นพฤติการณ์ที่ไม่อาจยอมรับได้ในประชาคมระหว่างประเทศ กองทัพเรือจะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการในระดับรัฐต่อไป รวมถึงการแจ้งต่อประชาคมระหว่างประเทศและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบถึงการละเมิดอย่างต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชา   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด     หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------------

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือเรื่องระบบรับแจ้งและกระบวนการรับแจ้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) TPO กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC 1441 สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ณ ห้องประชุม 10/01 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายประสาทสุข อุปัชฌาย์ ผู้อำนวยการกองกลาง ให้การต้อนรับ ผู้แทนจากกรมศุลกากร ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานจริง และนำไปปรับใช้ในการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัลและลดภาระงานด้านเอกสารอย่างเป็นรูปธรรม . ในการศึกษาดูงานครั้งนี้ ทีมงานสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี ได้สาธิตระบบงานที่สำคัญ อาทิ ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Sarabun) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การร่างเอกสาร ไปจนถึงการลงนามดิจิทัล (Digital Signature) ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งรองรับการยืนยันตัวตนด้วย ThaiID และมีระบบ Time Stamp เพื่อระบุเวลาการลงมือที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีระบบบริหารจัดการการจองรถยนต์และห้องประชุม รวมถึงระบบ e-Meeting ที่ใช้ลงทะเบียนเข้าประชุมและใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายค่าเบี้ยประชุมหรืออาหารว่างได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์ และมีการถ่ายทอดประสบการณ์ปรับเปลี่ยนองค์กรให้สามารถ Work from Anywhere ซึ่งระบบมีฟังก์ชันรองรับให้บุคลากรสามารถลงเวลาปฏิบัติงานและรายงานผลผ่านระบบดิจิทัลได้ . ทั้งนี้ กระทรวงดีอีมุ่งหวังให้ระบบ e-Office เป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานกลางที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐประหยัดงบประมาณด้านไอที และสามารถต่อยอดข้อมูลสู่การวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการในอนาคต  

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเตรียมพร้อมการดำเนินการตามแผนผนึกกำลัง และทรัพยากรเพื่อการป้องกันประเทศ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยมีหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 210 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ Video Conference

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 166,013 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,867 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,867 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 21 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 7 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กสทช. ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เข้าตรวจยึดสกัดฝูงโดรนบินใกล้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกว่า 2,500 ลำ   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง กัมพูชาใช้ BM-21 โจมตีใส่พื้นที่พลเรือน บ้านหนองเสม็ด จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 68   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง รัฐโอนเงินคนละครึ่ง พลัส ให้ทุกร้านค้า ไม่เกิน 2,000 บาท   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง เพจชื่อ นายณัฐพงศ์ จงอริยตระกูล รับทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมาย สนใจแอดไลน์ @564mzkuj   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง มาตรการเสริมความปลอดภัย รับมือโดรนรุกล้ำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง นายกฯ มาเลเซีย เจรจากับไทย-กัมพูชา หวังผลักดันยุติความขัดแย้ง   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เปิดโควตารับคนไปทำงานที่ออสเตรเลีย รับรองโดยกรมแรงงาน กับเพจ Australia Career Pathways 13   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กสทช. ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เข้าตรวจยึดสกัดฝูงโดรนบินใกล้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกว่า 2,500 ลำ” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กองทัพบก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยกรณีพบโดรนต้องสงสัย บินใกล้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีลักษณะคล้าย "โมเดลยูเครนโจมตีฐานทัพรัสเซีย” ซึ่งคาดว่าอาจถูกลำเลียงซุกซ่อนเข้ามาทางบก ก่อนนำขึ้นบินภายในประเทศ โดยหน่วยงานได้ร่วมกันประเมินความเสี่ยง เนื่องจากมีความกังวลด้านความปลอดภัยและอาจเข้าข่ายภัยคุกคามรูปแบบใหม่ จึงดำเนินมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง   ทั้งนี้จากผลการปฏิบัติการล่าสุด หน่วยงานความมั่นคงได้ตรวจยึดโดรนต้องสงสัยกว่า 2,500 ลำ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบรายละเอียดรอบด้าน โดยยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของการบินและประชาชนเป็นสำคัญ   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด     หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ----------------------------------------------------------------

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาอ้อย และฝุ่นละออง PM 2.5  ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฯ ณ ห้องประชุม อก.1 ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม    นายพชร กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) โดยศึกษาและพัฒนาการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีการบูรณาการข้อมูลระหว่าง ข้อมูลดาวเทียม ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ข้อมูลพื้นที่การผลิตและปลูกอ้อย จากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (สอน.) และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกิดฝุ่น PM 2.5 ในแต่ละพื้นที่ ฯลฯ เพื่อสร้างเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลติดตามการบูรณาการข้อมูลภาครัฐในภาพรวม เป็นต้นแบบการใช้งานข้อมูลด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ช่วยแก้ไขปัญหา ลดการเผาอ้อย และฝุ่น PM 2.5 ในปีงบประมาณ 2569-2570 ต่อยอดไปสู่การพัฒนาระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่ยั่งยืนต่อไป

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโฆษกกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า ตามนโยบายการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ ของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยออนไลน์ การหลอกลวงของมิจฉาชีพ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบความเสียหายจากสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด    ทั้งนี้จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ ศูนย์ AOC 1441 พบว่า ผู้เสียหายจากสแกมเมอร์ เป็นวัยทำงานที่อายุระหว่าง 20-49 ปี มากที่สุด ซึ่งมีจำนวนคดี 223,300 เคส รองลงมาเป็นกลุ่มอายุระหว่าง 50-64 ปี จำนวน 53,265 เคส โดยแนวโน้มวิธีการหลอกลวงของมิจฉาชีพในปัจจุบันที่พบมากที่สุด มี 4 รูปแบบดังนี้  1. การส่งข้อความ SMS/LINE ปลอมแนบลิงก์ เร่งรัดให้ชำระหนี้ ค่าปรับ  โดยอ้างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลเรื่องสาธารณูปโภค เช่น กปน. กปภ. กฟภ. ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันนี้หน่วยงานของรัฐ ไม่มีการส่ง SMS /ข้อความ/อีเมล ที่มีการแนบลิงก์แล้ว โดยขอเตือนว่าอย่ากดลิงก์ที่แนบมากับข้อความโดยเด็ดขาด เพราะมิจฉาชีพอาจติดตั้งแอปฯ ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัญชีธนาคาร หรือลักลอบโอนเงินออกจากบัญชีของผู้ที่หลงเชื่อได้    2. การหลอกลวงปลอมเสียงโทรศัพท์/วิดีโอปลอม ด้วยเทคโนโลยี AI (Deepfake Call) วิธีการนี้เป็นการปรับรูปแบบของมิจฉาชีพในการใช้เทคโนโลยี AI ปลอมเสียงเป็นญาติหรือคนรู้จัก หลอกลวงยืมเงิน ให้โอนเงินช่วยเหลือด่วน หรือสร้างวีดีโอปลอม เพื่อข่มขู่หลอกลวงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อ้างว่าผู้เสียหายพัวพันกับบัญชีม้า คดีฟอกเงิน ก่อนให้โอนเงินเพื่อเคลียร์คดี ซึ่ง AI สามารถปลอมเสียงและภาพได้เหมือนจริง  ดังนั้น เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนควรมีตั้งสติ คิดให้รอบคอบ ต้องสอบถามรายละเอียดเพื่อความมั่นใจ พร้อมทั้งติดต่อหน่วยงานทางการที่เชื่อถือได้เพื่อยืนยันข้อมูลให้แน่ใจ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน    3. หลอกลวงลงทุนเงินคริปโต/หุ้นดิจิทัล มิจฉาชีพจะใช้วิธีการหลอกลวงลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล อ้างอิงหน่วยงานการลงทุนที่น่าเชื่อถือ โดยมีข้อเสนอที่น่าสนใจ เพื่อชักจูงให้ลงทุน โดยในระยะแรกได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ ก่อนหลอกลวงให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้นแล้วยักยอกเงินลงทุนทั้งหมดของผู้เสียหาย ทั้งนี้ขอเตือนให้ผู้สนใจลงทุน ติดตามข้อมูลการลงทุนจากช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานลงทุนที่น่าเชื่อถือเท่านั้น โดยพบว่าช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ส่วนใหญ่จะเป็นช่องทางโซเชียล Facebook TikTok ซึ่งเป็นบัญชีปลอมที่ไม่ใช่ของหน่วยงานทางการ   4. สร้างโปรไฟล์ปลอมในแอปฯ โซเชียล หลอกหาคู่ / ร้านค้าปลอม / โรงแรมที่พักปลอม มิจฉาชีพจะสร้างบัญชีตัวตนปลอม โดยในรายของ Romance Scam มักใช้รูปผู้ชาย/ผู้หญิง หน้าตาดี ทำทีตีสนิท ก่อนหลอกให้โอนเงิน ขณะที่ในรายของการหลอกขายสินค้า หรือหลอกให้โอนเงินจองที่พักโรงแรมนั้น มักจะสร้างบัญชีปลอมเลียนแบบบัญชีจริงของร้านค้า หรือโรงแรมที่พัก โดยผู้ที่สนใจซื้อสินค้า จองที่พัก ควรตรวจสอบข้อมูลของโรงแรมที่พัก หรือร้านค้าออนไลน์อย่างละเอียด ก่อนจะโอนเงินหรือแชร์ข้อมูลส่วนบุคคล    สำหรับช่องทางที่ใช้หลอกลวง 4 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1. Facebook จำนวน 126,672 เคส มูลค่าความเสียหาย 2,810 ล้านบาท อันดับ 2. Call Center จำนวน 32,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 2,660 ล้านบาท อันดับ 3. เว็บไซต์ จำนวน 10,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 1,710 ล้านบาท และอันดับ 4. TikTok จำนวน 8,703 เคส มูลค่าความเสียหาย 534 ล้านบาท   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันภัยออนไลน์ สแกมเมอร์ ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลส่วนบุคคล การกดลิงก์ หรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ โดยขอให้ยึดหลัก "4 ไม่" คือ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ และไม่โอน หากพบพฤติกรรมต้องสงสัยหรือถูกหลอกลวงให้ติดต่อศูนย์ AOC 1441 หรือสายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับและอายัดบัญชีทันที   --------------------------------------------------------------------------

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13 ครั้งที่ 12/2568 และการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 4/2568 โดยมี พล.ต.อ เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงดีอี ผู้แทนหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 0203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 166,571 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,322 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,321 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 6 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง : เรื่อง กระทรวงกลาโหมได้รับหนังสือขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC จากกัมพูชา อันดับที่ 2 ข่าวจริง : เรื่อง การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นการบริหารจัดการพื้นที่และความมั่นคง อันดับที่ 3 ข่าวจริง : เรื่อง ครม. อนุมัติ 2.3 พันล้าน เยียวยาผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา อันดับที่ 4 ข่าวจริง : เรื่อง การเคลื่อนไหวร่างกายแบบง่าย ๆ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบลำไส้ได้จริง อันดับที่ 5 ข่าวปลอม : เรื่อง OR เสนอซื้อ-ขายหุ้น Amazon ให้กับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ผ่านเพจ Investor Relations อันดับที่ 6 ข่าวปลอม : เรื่อง ผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินสดดิจิทัลจากรัฐบาล อันดับที่ 7 ข่าวปลอม : เรื่อง SET เปิดหลักสูตรเรียนฟรี มีใบเซอร์ ลงทะเบียนผ่านเพจเฟซบุ๊ก Open Angle สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กระทรวงกลาโหมได้รับหนังสือขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC จากกัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยจากกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศได้แถลงจุดยืนต่อเงื่อนไขการหยุดยิง บริเวณพื้นที่ชายแดน โดยระบุให้ฝ่ายกัมพูชาต้องแสดงเจตจำนงผ่านการปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การประกาศหยุดยิงก่อน การยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย เพื่อแสดงความประสงค์ในการเจรจาหยุดยิง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญภายใต้กรอบเงื่อนไขที่ไทยกำหนด อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดหากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 166,786 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,101 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 7,099 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 38 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง ข้าวเก่าแช่ตู้เย็นสร้างสารพิษ Mycotoxin ทำให้สมองล้า ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง ประชาชนผู้บริสุทธิ์ของกัมพูชาได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติการของฝ่ายไทย อันดับที่ 3 ข่าวปลอม : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดโครงการแก้หนี้นอกระบบ กู้ 50,000 บาท ผ่อน 1,083 บาท ยื่นกู้ได้ที่ TikTok maipufjvjln อันดับที่ 4 ข่าวปลอม : เรื่อง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไทย คุกคามนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเปลี่ยนเครื่องเพื่อไปกัมพูชา อันดับที่ 5 ข่าวปลอม : เรื่อง บอร์ดปตท. ลักลอบส่งน้ำมันให้กับกัมพูชา อันดับที่ 6 ข่าวปลอม : เรื่อง SET เปิดกิจกรรมเรียนรู้หุ้นฟรี ให้ความรู้ตลอดการเรียน ผ่านเพจ Mindful Everyday อันดับที่ 7 ข่าวจริง : เรื่อง ประกันสังคมยกเลิกจัดทำปฏิทินประจำปี 2569 สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน : เรื่อง “ข้าวเก่าแช่ตู้เย็นสร้างสารพิษ Mycotoxin ทำให้สมองล้า ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลเตือนภัยเรื่องการกินข้าวแช่ตู้เย็นว่า อันตรายต่อสุขภาพนั้น ข้อมูลดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลที่บิดเบือนและเกินจริง ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น โดยข้อเท็จจริงคือ เชื้อแบคทีเรีย Bacillus cereus อาจพบได้ในข้าวสุก แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อทิ้งข้าวไว้นอกตู้เย็นเป็นเวลานาน (มากกว่า 2 ชั่วโมง) ทำให้เชื้อเจริญเติบโตและสร้างสารพิษได้ ไม่ใช่เกิดจากการแช่เย็น และสารพิษดังกล่าวก็ไม่ใช่ Mycotoxin ซึ่งมาจากเชื้อรา อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดหากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 166,994 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,744 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,742 ตามมาด้วยช่องทาง Line 1 ข้อความ และตามมาด้วยช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 14 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 2 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง : เรื่อง พม. ผุดโครงการ "ครอบครัวอุปถัมภ์ผู้สูงอายุ" มอบเงิน 2,000 บาท ต่อผู้สูงอายุ 1 คน/เดือน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง : เรื่อง เตือนประชาชนในพื้นที่แนวอำเภอติดชายแดน ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยงโดยเด็ดขาด   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมายได้แล้วที่เพจ โชคชัย รับทำใบขับขี่ ทุกชนิด   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม : เรื่อง OR เปิดพอร์ตให้ลงทุน ผ่านเพจ Investment creates income   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง หากทาครีมกันแดด ร่างกายจะได้รับวิตามินดีน้อยลง   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม : เรื่อง เพจ ดัชนีหุ้น ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. เปิดลงทุนทอง รับปันผลรายวัน   อันดับที่ 7 ข่าวจริง : เรื่อง MOU แร่แรร์เอิร์ธของไทย-สหรัฐ ไม่ผูกพันทางกฎหมาย สามารถยกเลิกได้ทันที   อันดับที่ 8 ข่าวจริง : เรื่อง กทม. ให้บริการรับทิ้ง-เก็บขยะชิ้นใหญ่ฟรี วันที่ 27-28 ธ.ค. 68   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “พม. ผุดโครงการ "ครอบครัวอุปถัมภ์ผู้สูงอายุ" มอบเงิน 2,000 บาท ต่อผู้สูงอายุ 1 คน/เดือน” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ ได้ทำความตกลงร่วมกับกรมบัญชีกลาง และกำหนดอัตราวงเงินในการช่วยเหลือคุ้มครองผู้ดูแลผู้สูงอายุ แก่ครอบครัวอุปถัมภ์ครอบครัวละ 2,000 บาทต่อผู้สูงอายุ 1 คน/เดือน เว้นแต่กรณีจำเป็นพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุป่วยติดเตียง หรือต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ในการดำรงชีวิต อาจพิจารณาให้เงินช่วยเหลือได้สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท/คน/เดือน   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------

9 ธันวาคม 2568  ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ปี 2568 “HERO OF THE TRUTH ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” และเป็นฮีโร่แห่งความจริง ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตโปร่งใสและยั่งยืน เคียงข้างสังคมโลก โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐฏิจและสังคม ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงฯและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน จัดโดย ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ปปช) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ณ ฮอลล์ 4 อาคารศูนย์การประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี            ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไป กว่า 3,500 คน ร่วมแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ในการต่อต้านการทุจริต และร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริตร่วมกัน 3 ประการ ได้แก่ 1. การแสดงความตั้งใจของผู้นำทุกระดับในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2. เสริมพลังให้คนไทยทุกกลุ่มตื่นรู้และปฏิเสธการทุจริตในทุกรูปแบบ 3. แสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อสาธารณะโลก เพื่อยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้ การทุจริต (CPI) ให้สูงกว่า 50 ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.