Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 14 มกราคม 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานยกระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลฯ ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2569 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/04 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 13 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 157,370 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 8,504 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 8,502 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 48 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง : เรื่อง สมุนไพร “คนเฒ่าลืมไม้เท้า” ผสมยาแผนปัจจุบันและสารเคมี ลักลอบผลิตขาย   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม : เรื่อง กัมพูชาใส่ชุดไทยเดินนครวัด เนื่องจากเป็นชุดของกัมพูชาสมัยอุด้ง   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดให้กู้วงเงิน 200,000 บาท ต่อครัวเรือน ผ่อนชำระ 4,333 บาทต่อเดือน   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม : เรื่อง กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครประกอบธุรกิจถุงกาแฟถึงบ้าน ผ่านเพจ งานไทยทำมือ   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม : เรื่อง กรมประชาสัมพันธ์ เรียกรับเงินค่าเผยแพร่ข่าวจากนักการเมือง   อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง กะทกรกป่า มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมในหลอดทดลอง และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม : เรื่อง เปิดรับสมัครคนไทยไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ผ่านบริษัทเอกชนที่ขึ้นตรงกับกรมแรงงาน   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “สมุนไพร “คนเฒ่าลืมไม้เท้า” ผสมยาแผนปัจจุบันและสารเคมี ลักลอบผลิตขาย” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดย อย. ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร “คนเฒ่าลืมไม้เท้า” ซึ่งยกเลิกการผลิตไปแล้ว แต่กลับพบว่า มีการวางจำหน่ายในพื้นที่ จ.เชียงราย และ จ.พะเยา จึงได้ประสานงานเพื่อดำเนินการตรวจสอบทันที และพบแหล่งลักลอบผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม และมีการใช้ยาแผนปัจจุบันและสารเคมีเป็นส่วนผสม   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------------


วันนี้ (15 มกราคม 2569) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) และโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ฝ่ายข้าราชการประจำ เป็นประธานงานแถลงข่าว “เปิดตัวแอปพลิเคชันป้องกันการโทรหลอกลวง” (DE-FENCE) ภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง โดยสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด และบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จัดขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ  นายเวทางค์ เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีพันธกิจในการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงการสร้างความมั่นคงในโลกไซเบอร์ ได้เดินหน้าปราบปรามภัยออนไลน์อย่างเต็มกำลัง ซึ่งในวันนี้เป็นการเปิดตัวแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง หรือ DE-FENCE ซึ่งเป็นเครื่องมือดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นและแจ้ง“กัน-ก่อน-ลวง” เตือนภัยจากมิจฉาชีพที่มีกลโกงรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นการป้องกันมิจฉาชีพที่ใช้การโทรและการส่ง SMS หลอกลวงประชาชน ควบคู่กับมาตรการลงทะเบียนผู้ให้บริการส่ง SMS ใหม่ทั้งระบบ ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนทุกๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่าผู้ให้บริการและผู้ส่ง SMS คือใคร รวมทั้งการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความและลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเครือข่ายตรวจสอบลิงก์ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ   นอกจากนี้ นายเวทางค์ฯ ยังได้กล่าวถึงการทำงานหลักของแอปพลิเคชัน DE-fence ว่า “จุดเด่นของแอปพลิเคชัน คือ สามารถบูรณาการ แลกเปลี่ยนข้อมูลของหมายเลขโทรศัพท์ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐและเอกชน ทั้งเบอร์มิจฉาชีพ เบอร์ต้องสงสัย และเบอร์หน่วยงานของรัฐ เพื่อใช้ในการเตือนประชาชนให้ทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่าเป็นเบอร์หน่วยงานของรัฐที่ลงทะเบียนถูกต้อง หรือเป็นเบอร์มิจฉาชีพหรือไม่ ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS ทั้งนี้ ยังสามารถลิงก์ไปยังระบบแจ้งความออนไลน์ที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเจอเว็บไซต์ปลอมและยังสามารถโทรศัพท์ขอคำปรึกษา หรือแจ้งอายัดบัญชีคนร้ายผ่าน AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์สายด่วน 1441 ได้ทันที เพื่อส่งข้อมูลให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้วย สำหรับแอปพลิเคชัน DE-fence มีหลักการในการแบ่งสายโทรเข้า และ SMS ที่ได้รับ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. Blacklist หรือ อันตราย คือ หมายเลขโทรศัพท์ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดการหลอกลวงหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยข้อมูลดังกล่าว ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงาน AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์สายด่วน 1441 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระบบของแอปพลิเคชัน DE-fence จะดำเนินการแจ้งเตือนผู้ใช้งานทันทีเมื่อมีสายโทรเข้าหรือข้อความ (SMS) จากหมายเลขในกลุ่ม Blacklist (อันตราย) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล   2. Greylist หรือ ระวังต้องสงสัย คือ หมายเลขโทรศัพท์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายน่าสงสัย หรือมีความเสี่ยงต่อการหลอกลวง แต่ยังไม่ผ่านการยืนยันว่าเป็นอาชญากรรมโดยตรง เช่น การติดต่อจากหมายเลขแปลกหรือไม่คุ้นเคย การติดต่อจากต่างประเทศ หรือโทรผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงหมายเลขโทรที่ประชาชนมีการแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนจำนวนมาก แอปพลิเคชัน DE-fence จะทำหน้าที่แจ้งเตือนระดับความเสี่ยงให้ผู้ใช้งานทราบ พร้อมแสดงสถานะ “ระวังต้องสงสัย” เพื่อให้ผู้ใช้งานใช้วิจารณญาณในการรับสายหรืออ่านข้อความ หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวและการกดลิงก์จากทาง SMS    3. Whitelist หรือ ลงทะเบียน คือ หมายเลขโทรศัพท์ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องว่าเป็นหมายเลขของหน่วยงานรัฐ หรือที่เป็นหมายเลขที่ผู้ใช้งานได้ทำการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนเป็นหมายเลขที่มีความน่าเชื่อถือ หมายเลขในกลุ่ม Whitelist (ลงทะเบียน) โดยจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแยกแยะการติดต่อที่ปลอดภัยออกจากหมายเลขต้องสงสัยได้อย่างชัดเจน เพื่อลดความสับสน และเพิ่มความมั่นใจในการรับสายหรือข้อความเข้า    ปัจจุบันแอปพลิเคชัน DE-fence เปิดให้บริการแล้ว โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้งระบบปฏิบัติการ Android ผ่าน Google Play และระบบปฏิบัติการ iOS ผ่าน App Store โดยแอปพลิเคชัน DE-fence เป็นแอปที่ใช้งานได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นแอปพลิเคชันเพื่อประชาชนโดยตรง อีกทั้งยังไม่มีโฆษณาภายในแอปพลิเคชัน นับเป็นการร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาเครื่องมือที่มุ่งหวังสกัดกั้นมิจฉาชีพไซเบอร์ให้ลดลง “กัน-ก่อน-ลวง” ไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพทางไซเบอร์ และยังสามารถช่วยลดสถิติอาชญากรรมทางไซเบอร์ จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DE-fence มาใช้กันทุกคน” นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง DE-FENCE ได้ที่  ระบบ iOS : https://apps.apple.com/th/app/de-fence/id6741673813 ระบบ Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.mdes.defence.de_fence&hl=en  

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 14 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 157,391 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 8,364 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 8,355 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 9 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 33 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง มอเตอร์เวย์ M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) เริ่มเก็บค่าผ่านทาง 16 ม.ค. 69   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดให้กู้ทุกอาชีพ วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท ผ่านเพจ Sarah Peni   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กำนัน ผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้าน ที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ให้พ้นจากตำแหน่งทันที และห้ามลงสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ถูกกฏหมายทุกชนิด ผ่านเพจ ภิญญดา สารมณี   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ดื่มน้ำมะละกอดิบต้มสับปะรด ช่วยล้างไขมันและบำรุงตับ   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Australian Recruitment Agency รับสมัครงานด้านเกษตรในประเทศออสเตรเลีย ผ่านกรมการจัดหางาน   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง บุคคลทั่วไปสามารถร่วมลงทุนเป็นส่วนหนึ่งกับ “หุ้น OR อเมซอน” ได้ที่เพจ OR Busine    สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “มอเตอร์เวย์ M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) เริ่มเก็บค่าผ่านทาง 16 ม.ค. 69” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยที่ผ่านมากรมทางหลวงได้เปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ตลอดระยะทาง 96 กม. ครบทั้ง 8 ด่าน ฟรี ตลอด 24 ชม. ซึ่งขณะนี้งานติดตั้ง และทดสอบระบบต่างๆ เช่น ระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง ระบบบริหารและควบคุมการจราจรอัจฉริยะ (ITS) บนสายทาง พร้อมศูนย์ควบคุมและสั่งการ ระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ ระบบโครงข่ายสื่อสารข้อมูล ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว   ดังนั้น กรมทางหลวงจึงได้เริ่มจัดเก็บค่าผ่านทาง ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป โดยใช้ความเร็วสูงสุดไม่เกินอัตราที่กำหนด ดังนี้ - รถยนต์ 4 ล้อ ไม่เกิน 120 กม./ชม. - รถโดยสาร/รถบรรทุก ไม่เกิน 100 กม./ชม. - รถบรรทุกหนัก/รถลากจูง (มากกว่า 6 ล้อ) ไม่เกิน 80 กม./ชม.   รถยนต์ 4 ล้อ กรณีเดินทางจากบางใหญ่ไปยังนครชัยศรี ต้องชำระค่าผ่านทาง 45 บาท แต่หากวิ่งตลอดเส้นทางจากบางใหญ่ไปถึงกาญจนบุรี จะคิดค่าผ่านทางในอัตราสูงสุดที่ 150 บาท ขณะที่รถยนต์ 6 ล้อ สูงสุด 240 บาท และมากกว่า 6 ล้อสูงสุด 350 บาท โดยรองรับทั้งระบบเงินสด ระบบอัตโนมัติ (M-Pass/Easy Pass) และแบบไม่มีไม้กั้น (Multi-lane Free Flow) หรือระบบ M-Flow   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   --------------------------------------------------------------------------

ในปัจจุบัน การหลอกลวงในโลกออนไลน์มีเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลายคนสูญเสียเงิน บางรายสูญเสียคนที่รัก และบางกรณีส่งผลกระทบรุนแรงถึงชีวิต ภัยออนไลน์สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครหรืออยู่ในอาชีพใด ดังนั้นศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC 1441 ตระหนักดีว่า “การรู้เท่าทันและมีสติ” ถือเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในยุคที่ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว   เกราะป้องกันใจในโลกออนไลน์ เมื่อการหลอกลวงไม่ได้เริ่มจากเงิน แต่เริ่มจากความรู้สึก ในยุคที่ทุกคนสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ง่าย ตลอดเวลา การหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ไม่ได้อาศัยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป แต่มักอาศัยสิ่งที่เปราะบางที่สุดของมนุษย์ คือความรู้สึก มิจฉาชีพจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นด้วยการขอเงิน แต่เริ่มจากการสร้างบทสนทนา ค่อยๆ ทำให้ผู้ถูกหลอก รู้สึกได้รับการปฏิบัติที่ดี รู้สึกถูกเลือก ซึ่งเมื่อประตูใจถูกเปิดออก ประตูอื่น ๆ ก็เปิดตามมาอย่างเงียบ ๆ โดยไม่รู้ตัว นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของหายนะ   จากข้อมูลของ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 9 มกราคม 2568 พบว่า ช่องทางการหลอกลวงที่พบมากที่สุด คือ ช่องทางโซเชียลมีเดีย  ได้แก่  1    Facebook จำนวน 195,120 เคส มีมูลค่าความเสียหาย 4,546 ล้านบาท  2    Call Center จำนวน 61,111 เคส มีมูลค่าความเสียหาย 4,345 ล้านบาท  3    เว็บไซต์ จำนวน 20,620 เคส มีมูลค่าความเสียหาย 3,224 ล้านบาท 4    TikTok จำนวน 10,674 เคส มีมูลค่าความเสียหาย 711 ล้านบาท 5    ช่องทางอื่น ๆ จำนวน 54,405 เคส มีมูลค่าความเสียหาย 4,757 ล้านบาท   การหลอกลวงออนไลน์ มักมาพร้อมเทคนิคที่เข้าถึงใจคนได้ง่าย สิ่งที่ทำให้การหลอกลวงยุคนี้อันตราย ไม่ใช่แค่รูปแบบที่หลากหลาย แต่คือการเข้าใจจิตวิทยามนุษย์อย่างลึกซึ้ง และมักใช้ความรัก ความเข้าใจ ความห่วงใย ความกลัว เป็นกลไกที่นำมาใช้ในการชักจูงเหยื่อให้เชื่อและคล้อยตาม   จุดร่วมของผู้เสียหายส่วนมาก มักถูกล่อลวงด้วยโอกาส เหยื่อของการหลอกลวงส่วนใหญ่ ไม่ได้ขาดความรู้หรือความสามารถ แต่เป็นคนที่กำลังถูกล่อด้วย “โอกาส” หลายคนตกเป็นผู้เสียหาย เพราะกำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่เปราะบาง บางคนประสบปัญหาทางการเงิน    บางคนรู้สึกโดดเดี่ยว บางคนกำลังหางานหรือมองหาโอกาสใหม่ ๆ และบางคนเพียงต้องการใครสักคนที่รับฟัง มิจฉาชีพไม่เลือกเหยื่อจากความสามารถของคน แต่เลือกจากช่วงเวลาและสถานการณ์ในชีวิต และเพียงเท่านี้ก็อาจทำให้ใครบางคนหลงเชื่อได้โดยไม่รู้ตัว   เกราะป้องกันชั้นที่ 1 : ควรระวังความเร่งด่วน ทุกข้อความที่มาพร้อมคำว่า ต้องทำตอนนี้, โอกาสสุดท้าย, เดี๋ยวไม่ทัน, ควรถูกตั้งคำถามก่อนเสมอ เพราะโอกาสที่แท้จริง จะไม่ต้องบังคับให้ตัดสินใจในทันที และไม่ทำให้เรากลัวว่าจะพลาด ตั้งสติ ทบทวนมันอีกครั้ง ช้าแต่ชัวร์ โดยจากสถิติประเภทของการหลอกลวง จึงพบว่า มีเคสที่ผู้เสียหายถูกหลอกลวงจากการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นกระบวนการมากที่สุดถึง 280,654 เคส    รองลงมาคือ การหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ จำนวน 82,310 เคส และหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ จำนวน 78,002 เคส   เกราะป้องกันชั้นที่ 2 : แยกความรู้สึกออกจากความจริง บทสนทนาที่อบอุ่น ความสม่ำเสมอ การเอาใจใส่เป็นอย่างดี ทั้งหมดนี้สร้างได้ด้วยความรู้สึกดี การได้รับการปฏิบัติอย่างดี ไม่ใช่หลักฐานของความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือบนหน้าจอ ไม่เท่ากับความจริงในชีวิต ซึ่งต้องใช้หลายองค์ประกอบในการมอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติ เพราะสติคือเกราะที่จะช่วยไม่ให้เราหลงเชื่อ   เกราะป้องกันชั้นที่ 3 : หยุดตัดสินใจ เมื่อต้องพึ่งการใช้อารมณ์สูง เงิน งาน และความรัก คือ 3 เรื่องที่ไม่ควรตัดสินใจในวันที่เรากลัวมากหรือหวังมาก ช่วงที่อารมณ์พุ่ง คือช่วงที่เหตุผลอ่อนแรงที่สุด และเป็นช่วงที่การหลอกลวงได้ผลดีที่สุด   เกราะป้องกันชั้นที่ 4 : อย่าตัดสินใจลำพัง ลองถาม ลองพูดกับคนที่ไว้ใจ มิจฉาชีพมักพยายามจำกัดวงสนทนา ให้เหลือแค่เรากับเขา ให้มีคนรู้ในวงน้อยที่สุด เพราะทันทีที่มีคนนอกเข้ามา กลไกจะเริ่มพัง เรื่องสำคัญทุกเรื่อง ควรเล่าให้คนที่อยู่นอกอารมณ์เดียวกับเราฟัง เพียงหนึ่งคน อาจช่วยหยุดความเสียหายได้ทั้งหมด   ทั้งนี้ AOC 1441 พบว่า ช่วงอายุ 20-49 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยทำงาน เป็นช่วงอายุที่เกิดเคสการหลอกลวงมากที่สุด เป็นจำนวน 405,929 เคส (35.68 %) มีมูลค่าความเสียหายกว่า 23,403 ล้านบาท โดยเป็นประเภทการหลอกลวงคดีซื้อขายสินค้า/บริการ ไม่เป็นขบวนการ มากที่สุด รองลงมาคือ การหลอกลวงโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และพบว่าเพศหญิงถูกหลอกลวงมากกว่าเพศชาย ที่สัดส่วน 63.90 % : 36.10 %   เกราะป้องกันชั้นสุดท้าย: เชื่อสัญญาณเตือนภายในของตัวเอง ในหลายเคส คนที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์มักบอกว่า ตอนนั้นรู้สึกแปลกๆ แต่ไม่กล้าถาม เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวบ้าง เป็นเรื่องที่ไม่ควรถามบ้าง เพราะคนวงนอกมักมองเห็นอะไรที่ผิดปกติก่อนคนที่อยู่ในวงจรขณะนั้น บางครั้งความรู้สึกไม่สบายใจ ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานรองรับเสมอ สัญชาตญาณไม่ได้มีไว้พิสูจน์ แต่มันมีไว้เพื่อปกป้อง เมื่อใดที่เรารู้สึกสังหรณ์ ลังเล ให้ตั้งสมมุติฐานก่อนว่า มันจะมีอะไรที่ได้มาอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องพยายามจริงๆหรือ    ท้ายที่สุดแล้ว ช่วงเวลาที่มนุษย์อ่อนแอ เหงา รีบร้อน หรือกำลังต้องการใครสักคน มักเผชิญกับการหลอกลวงได้ง่าย ดังนั้นการหลอกลวงจึงไม่ได้เริ่มจากกลโกง แต่เริ่มจากอารมณ์ที่ยังไม่ได้รับการดูแล การป้องกันตัวเองในโลกออนไลน์ จึงไม่ใช่การปิดใจหรือระแวงทุกคนที่เข้ามา แต่คือการหยุดให้ช้าลง ฟังสัญญาณเตือนภายใน และกล้าถามตัวเองว่า “ตอนนี้ เรากำลังเชื่อเพราะข้อมูล หรือเชื่อเพราะอยากให้มันเป็นจริง”   เหนือสิ่งอื่นใด การพยายามทำความเข้าใจ และไม่ซ้ำเติมผู้เสียหาย อาจเป็นทางหนึ่งให้เราเท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพมากยิ่งขึ้น เพราะการปกปิดด้วยความเขินอาย ไม่ช่วยให้ใครปลอดภัย แต่การสร้างพื้นที่ที่คนกล้าพูด กล้าเตือน จะช่วยลดความเสียหายได้จริง การหลอกลวงออนไลน์ ไม่ใช่เรื่องน่าอายของเหยื่อ แต่คืออาชญากรรมที่ต้องถูกมองอย่างจริงจัง เกราะป้องกันที่ดีที่สุด ไม่ใช่ความระแวงโลก แต่คือการรู้จักตัวเอง รู้ทันอารมณ์ และให้ค่ากับความปลอดภัยของใจ มากกว่าความหวังที่มาเร็วเกินไป ก่อนจะเชื่อใคร ขอให้เชื่อสติของตัวเองก่อนเสมอ     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441     -------------------------------------------------------------

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอี) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้เเทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 6 (The 6th ASEAN Digital Ministers’ Meeting: The 6th ADGMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อวันที่ 15-16 มกราคม 2569 โดยมีนายฝั่ม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน เลขาธิการอาเซียน นาย Amandeep Singh Gill รองเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติและทูตพิเศษด้านเทคโนโลยี และนายเหงียน มานห์ ฮุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วยผู้แทนระดับรัฐมนตรีของอาเซียน และคู่เจรจา รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม   สำหรับการประชุมในครั้งนี้ นายพชร ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ ภายใต้หัวข้อหลัก (Theme) ของการประชุม “Adaptive ASEAN: From Connectivity to Connected Intelligence” โดยเน้นย้ำถึง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่  (1) ความเชื่อมั่นและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ และการฉ้อโกงออนไลน์ ผ่านการปรับปรุงกฎหมาย การยกระดับการประสานงาน และเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ  (2) แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อถือได้เป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน โดยไทยและ สปป.ลาว เป็นผู้นำในการจัดทำแนวทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลในอาเซียน  (3) การร่วมกันกำหนดบทบาทอาเซียนในฐานะหุ้นส่วนด้าน AI โดยเสริมสร้างความร่วมมือในการกำกับดูแล AI การพัฒนาบุคลากร ความพร้อมด้านข้อมูล และการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ   ทั้งนี้ที่ประชุม ยังได้รับรองเอกสารผลลัพธ์สำคัญของการประชุม ได้แก่ ร่างปฏิญญาดิจิทัลฮานอย ร่างถ้อยแถลงข่าวร่วมสำหรับการประชุม ADGMIN ครั้งที่ 6 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเอกสารผลลัพธ์โครงการสำคัญของไทย 2 โครงการ ได้แก่ (1) แนวทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลในอาเซียน และ (2) รายงานทบทวนและประเมินผลการดำเนินงานระยะสุดท้ายของแผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025 พร้อมกันนี้ นายพชร ยังได้หารือทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน และสิงคโปร์ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาดิจิทัลในสาขาที่สนใจและเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และเทคโนโลยี AI

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอี) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้เเทนประเทศไทย พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)  เข้าร่วมพิธีประกาศผลรางวัล ‘ASEAN Digital Award 2026’ ซึ่งเป็นเวทีประกวดผลงานสิ่งสร้างสรรค์ และนวัตกรรมด้านดิจิทัลระดับอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นในห้วงการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 6 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายพชร กล่าวว่า กระทรวงดีอี ขอแสดงความความยินดีกับ ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพของประเทศไทย ที่ได้รับการคัดเลือกจาก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ส่งผลงานเข้าประกวดโครงการ “ASEAN Digital Awards 2026” ซึ่งเป็นการแข่งขันการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมดิจิทัลระดับ และได้รับรางวัลจากโครงการดังกล่าว ดังนี้ 1. บริษัท The Keeper Limited ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในสาขา Digital Startup จากผลงาน AiThalassemia พัฒนา AI ที่ใช้งานได้จริงสำหรับเวชศาสตร์จีโนมและห้องปฏิบัติการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเปลี่ยนข้อมูล CBC ทั่วไปให้เป็นการคัดกรองความเสี่ยงที่แม่นยำและได้ผลลัพธ์ในวันเดียวกันสำหรับผู้ที่เป็นพาหะและผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย 2. บริษัท Fusion Solution co., ltd Intelligent ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในสาขา Digital Innovation จากผลงาน Intelligent AgriDiagnose เป็นระบบ AI ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ออกแบบมาเพื่อวินิจฉัยโรคใบข้าวโพดได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยให้เกษตรกรได้รับข้อมูลเชิงลึกที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ผ่านแอปพลิเคชันแชทบนโทรศัพท์มือถือ 3. บริษัท K.G. and Patrick Co., Ltd. ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในสาขา Digital Inclusivity จากผลงาน Wang: Data Market ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม crowdsourcing ออนไลน์ที่เชื่อมต่อ “ผู้ร้องขอข้อมูล” กับ “ผู้ทำงาน” หรือ “ผู้ร่วมให้ข้อมูล” รองรับงานการได้มาซึ่งข้อมูลที่หลากหลายทั่วโลก การใส่คำอธิบายประกอบข้อความ การถอดเสียงวิดีโอ โดยระบบจะเผยแพร่งานไปยังผู้ทำงานออนไลน์ทั่วโลกโดยอัตโนมัติ เมื่อทำงานเสร็จ ผู้ทำงานจะได้รับรางวัลตามที่ผู้ร้องขอข้อมูลกำหนด อย่างไรก็ตามงานประกวดรางวัล ASEAN Digital Awards 2026 ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญ ในการยกระดับและส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยและสิ่งสร้างสรรค์ให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ  ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการต่อยอดการตลาดและสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการดิจิทัล ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ --------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 15 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 157,300 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,815 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,810 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 5 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 34 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 2 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ประกาศกฎใหม่ ต่างชาติสามารถเดินทางเข้าไทยแบบฟรีวีซ่าได้ปีละ 2 ครั้ง อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กระดูกคอยื่น ปวดสะบัก ให้ยืดรักษาอาการ ด้วยการดัดหลัง หรือแอ่นหลังโดยนอนราบไปกับพื้น อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ใบส้มเสี้ยวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ใช้รักษามะเร็งปากมดลูก อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง เงินสดกว่า 1.6 แสนล้านบาท ถูกเบิกออกจากแบงก์ชาติ ในช่วง 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง อาจถูกนำไปใช้ซื้อเสียง อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ ผ่านเพจ Words อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เฟซบุ๊ก Jetsada Punriboon เปิดรับแรงงานไทยไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย วีซ่าทำงานผ่านกระทรวงแรงงาน อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. ร่วมมือกับ ธ.กสิกรไทย เปิดให้ยื่นกู้ 150,000 บาท คืน 3,250 บาท ผ่าน TikTok hwanhcnfu24 สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “ประกาศกฎใหม่ ต่างชาติสามารถเดินทางเข้าไทยแบบฟรีวีซ่าได้ปีละ 2 ครั้ง” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยปัจจุบันยังไม่มีประกาศเรื่องการปรับเปลี่ยนกฎหมายให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแบบฟรีวีซ่าได้เพียงปีละ 2 ครั้ง และยังไม่มีการกำหนดแนวทางหรือระเบียบกฎหมายที่ชัดเจนในเรื่องนี้แต่อย่างใด และ สตม.ยังคงใช้มาตรการเดิมยกระดับความเข้มข้นในการคัดกรองบุคคลต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรบ่อยครั้งในลักษณะ Visa run อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 16 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 157,486 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,691 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 7,690 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 42 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ดื่มกาแฟหลัง 4 โมงเย็น อันตรายถึงชีวิต อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Australian Employment Agency Limited อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง สับปะรดสวี จังหวัดชุมพร ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง นำดีปลีแห้งไปดองกับน้ำผึ้ง ดื่มตอนเช้าและก่อนนอน จะช่วยลดไขมันอุดตัน บรรเทาอาการนิ้วล็อก Stroke อัมพาตครึ่งซีก อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง หลังคลอดบุตร ไม่ควรทานหัวปลี เพราะจะทำให้ท่อน้ำนมอุดตัน อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง กทม. จับมือ จ.นครนายก ลดการเผา สกัดฝุ่นข้ามจังหวัด คุม PM2.5 อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เอกสารเรียกเก็บภาษี ก.ล.ต. สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน : เรื่อง “ดื่มกาแฟหลัง 4 โมงเย็น อันตรายถึงชีวิต” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” โดยแม้คาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทจริง และการดื่มในช่วงเย็นอาจรบกวนการนอนหลับ ทำให้หลับไม่สนิทหรือตื่นกลางดึกได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน ซึ่งอาจส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลียในวันถัดไป แต่ข้อความที่ระบุว่า “อันตรายถึงชีวิต” นั้น ไม่เป็นความจริงสำหรับคนทั่วไป การดื่มกาแฟหลัง 4 โมงเย็นไม่ได้ทำให้เสียชีวิตโดยตรง ดังนั้นจึงไม่ควรสร้างความตื่นตระหนกเกินจำเป็น อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ---------------------------------------------------

วันที่ 19 มกราคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดงานการจัดอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ครั้งที่ 2 ณ ห้องวีนัส โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำหรับการอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความรู้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ให้มีความรู้ความเข้าใจและเสริมสร้างทักษะด้านต่างๆในการปฏิบัติงาน

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยถึงผลการดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์    นายเวทางค์ กล่าวว่า ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 11 มกราคม 2569 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้วจำนวน 220,486 รายการ เฉพาะเดือนธันวาคม 2568 เดือนเดียว สามารถปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายได้มากถึง 116,397 รายการ    สำหรับประเภทของการปิดกั้นในระยะเวลากว่า 3 เดือน (ปีงบประมาณ 2569) พบว่า URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ มีการปิดกั้นมากที่สุดเป็นจำนวน 183,977 รายการ รองลงมาคือ URLs ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 14,618 รายการ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 10,139 รายการ ซื้อ-ขายกัญชา จำนวน 2,943 รายการ  ค้าประเวณี จำนวน 2,040 รายการ อาวุธปืน จำนวน 1,990 รายการ และอื่นๆ (บิดเบือน หลอกลวง หมิ่นสถาบัน hate speech อนาจาร ) จำนวน 4,779 รายการ   “กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยจากการใช้แพลตฟอร์ม “WebD” เข้ามาช่วยเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย โดยใช้เทคโนโลยี AI และ RPA ในการค้นหา เก็บหลักฐาน สร้างคำร้องต่อศาลแบบ Paperless และส่งคำสั่งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยอัตโนมัติ พร้อมระบบ “URLs Checker” ตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ และ URLs ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 183,000 รายการ” นายเวทางค์ กล่าว -----------------------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 17 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 157,644 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,206 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 7,206 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 43 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 3 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ไทยจดทะเบียนปราสาทตาเมือนธมเป็นโบราณสถานก่อนกัมพูชาเป็นเอกราช 18 ปี   อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง อินโดนีเซียระงับนำเข้าข้าวไทย เพราะความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง สินเชื่อบ้าน ธอส. ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.54% ต่อปี ผ่อนล้านละ 3,000 บาท   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง สตม. เปิดเว็บไซต์ TDAC ลงทะเบียนใหม่ พร้อมเรียกเก็บค่าบริการ   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐฯ เปิดกองทุนเตรียมความพร้อมวัยเกษียณ ภายใต้โครงการในพระราชดำริ   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว ช่วยฟอกโลหิต บำรุงปอด   อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง คปภ.สั่งประกัน จ่ายเยียวยาเสียชีวิต เหตุเครนถล่มทับรถไฟ รายละ 1 ล้านบาท   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ไทยจดทะเบียนปราสาทตาเมือนธมเป็นโบราณสถานก่อนกัมพูชาเป็นเอกราช 18 ปี” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากปราสาทตาเมือนธมได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติไทยอย่างเป็นทางการ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ประเทศกัมพูชาจะได้รับเอกราชถึง 18 ปี ขณะที่คำกล่าวอ้างของฝ่ายกัมพูชานั้นปราศจากหลักฐานทางกฎหมายรองรับ และกรณีนี้ไม่เคยผ่านการพิจารณาของศาลโลกแต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------------------


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.