Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 23 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 157,666 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,115 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,099 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 16 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 46 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 11 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ผู้ประกันตน ม.33 ม.39 อายุ 50 ปีขึ้นไป รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีตลอดปี อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง อินเดียไม่รับผิดชอบดาวเทียมไทย สร้างความเสียหายมูลค่า 8 พันล้านบาท อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดคาบเรียนพิเศษ หัวข้อวิชาความรู้หุ้น เรียนจบรับวุฒิบัตร ที่เพจ ห้องเรียนหุ้น อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ช่วงเดือน มิ.ย.–ก.ค. 2569 จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รับสมัครแรงงานเกษตรไปทำงานต่างประเทศผ่านกระทรวงแรงงาน สมัครได้ที่เพจ Australia Agency 49 อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. มีมติปี 2569 เปิดให้กู้สินเชื่อฉุกเฉิน วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เชิญชวนลงทุน หุ้น OR โดยผู้เชี่ยวชาญจากตลาดหลักทรัพย์ ผ่านช่องทางไลน์ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ผู้ประกันตน ม.33 ม.39 อายุ 50 ปีขึ้นไป รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีตลอดปี” กระทรวงดีอี ได้ประสานร่วมงานกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ทั้งนี้ สปส. ได้ขยายระยะเวลาการให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ให้แก่ผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เป็นการให้บริการตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคมของทุกปี โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป จากเดิมที่ให้บริการเฉพาะช่วงพฤษภาคม-สิงหาคมของทุกปี อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 24 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 158,950 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,426 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,425 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 31 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 5 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวปลอม 6 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ ข่าวด่วนรายวัน ของ ปปง. เปิดวิธีการเอาทรัพย์คืนจากมิจฉาชีพ   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐธรรมนูญ 2560 ให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ ฉ้อโกงมีโทษถึงประหารชีวิต และผู้บริหารประเทศที่สร้างความเสียหายมีโทษจำคุกสูงถึง 30 ปี   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง บขส. เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ เพิ่มช่องทางชำระค่าตั๋วโดยสาร   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง เตรียมแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ ให้บุตรของคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง OR เปิดลงทุนหุ้น ผ่านเพจ Investment creates income   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เลือดประจำเดือน ช่วยลดการหลั่งเร็ว เสริมความทนทานและแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดลงทะเบียนเรียนหลักสูตรหุ้นฟรี ผ่านเพจ Learn Stock Hub   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “เพจ ข่าวด่วนรายวัน ของ ปปง. เปิดวิธีการเอาทรัพย์คืนจากมิจฉาชีพ” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากเพจดังกล่าวไม่ใช่เพจของสำนักงาน ปปง. แต่อย่างใด ทั้งนี้ ปปง. ไม่เคยมีนโยบายเปิดเพจเพื่อรับคำร้องหรือช่วยเหลือผู้เสียหาย สำหรับช่องทางยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิฯ มีเพียง 3 ช่องทาง คือ ยื่นด้วยตนเอง, ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่ ปปง. กำหนดเท่านั้น   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------

วันที่ 26 มกราคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนา เรื่อง “How to ตรวจราชการ” กับการตรวจราชการยุคใหม่ (Modern Inspection) มุ่งเน้นการพัฒนาระบบการตรวจราชการที่ทันสมัยสอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ด้วย ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 25 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,046 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,809 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,808 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 37 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 5 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง อาบน้ำร้อนจัดทุกวัน เสี่ยงผิวแก่ก่อนวัย   อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง บริษัท จัดหางานฟาเอซ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการรับรองโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดหาคนไปทำงานนวดร้านไทยที่แคนาดา ผ่านไลน์ ฝ่ายบริการ   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง นั่งนาน เสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง บริษัทบริการที่ปรึกษาการลงทุน Digital Agency รับรองโดย ก.ล.ต.   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง กรมการจัดหางาน เปิดเพจเฟซบุ๊ก มีงาน มีทาง รับสมัครงาน   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ออมสิน ร่วมมือกับ ธ.ไทยพาณิชย์ ให้กู้ได้ทุกอาชีพ 50,000 บาท คืน 1,083 บาท ที่ TikTok eveirada1179   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง วันที่ 23 ม.ค. 69 เกิดแผ่นดินไหวใกล้ภาคเหนือของไทย   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน : เรื่อง “อาบน้ำร้อนจัดทุกวัน เสี่ยงผิวแก่ก่อนวัย” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” โดยการอาบน้ำร้อนจัดเป็นประจำ มีผลทำให้ผิวสูญเสียน้ำและความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการผิวแห้ง และอาจรุนแรงจนเกิดอาการคันหรือมีผื่นผิวหนังอักเสบตามมาได้ ด้านความเชื่อที่ว่า การอาบน้ำร้อนจะล้างน้ำมันออกจากผิวหรือทำให้ผิวแก่ก่อนวัยนั้น ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่สามารถยืนยันได้ว่า เป็นความจริงแต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------

วันที่ 27 มกราคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมประชุมหารือมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีด้านการเงิน ร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ตำรวจ สถาบันการเงิน ผู้ประกอบการธุรกิจ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ โดยมี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ War room ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ .

วันที่ 27 มกราคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับนางสาวจิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะศึกษาดูงานพร้อมร่วมหารือแนวทางการใช้งานระบบ การบริหารจัดการสำนักงาน (e-office) ภาครัฐ ภายใต้ GDCC โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/05 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากหอการค้าอังกฤษแห่งประเทศไทย (BCCT) นำโดย นางสาวภิญญาภา สมพงษ์ ประธานหอการค้าฯ เพื่อร่วมหารือแนวทางความร่วมมือและผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดยมีผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เข้าร่วมการหารือ ณ ห้องประชุม 210 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ในการหารือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนการดำเนินงานและข้อมูลระหว่างกันเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล การส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การพัฒนาทักษะกำลังคนดิจิทัล รวมถึงแนวทางความร่วมมือและการสนับสนุนภาคธุรกิจ การสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยกระทรวงฯ ยินดีสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  

วันที่ 27 มกราคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมหารือและติดตามการทดสอบระบบเตือนภัยพิบัติ กับผู้แทนบริษัท บริษัท Tomorrow.io (TMR)  ซึ่งได้จัดการอบรมและทดสอบระบบการใช้งานแพลตฟอร์มตรวจสอบสภาพอากาศผ่านดาวเทียม Tomorrow.io ณ อาคารศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ (NWP) กรมอุตุนิยมวิทยา บางนา    สำหรับโครงการยกระดับระบบเตือนภัยพิบัติ เป็นการทดสอบนำร่องการใช้งานแพลตฟอร์มและข้อมูลที่ได้จาก ดาวเทียมจำนวน 11 ดวง โดยแบ่งเป็น ดาวเทียม Microwave Sounder จำนวน 9 ดวง และดาวเทียม Radar จำนวน 2 ดวง โดยการสแกนชั้นบรรยากาศโลก เพื่อเก็บข้อมูลสภาพอากาศด้วย Microwave Sounder ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีเฉพาะ Tomorrow.io เพียงแห่งเดียวในโลก ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสูงสุดในการตรวจวัดสภาพอากาศแบบ 3 มิติ ที่มีความแม่นยำ ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ และถือเป็นมาตรฐานสูงสุดของการพยากรณ์อากาศ ซึ่งจะยกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติของประเทศ เจาะลึกถึงในระดับตำบล ช่วยให้หน่วยงานสามารถตัดสินใจในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 26 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,929 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,528 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,521 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 7 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 33 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ต่างด้าวสามารถสวมสิทธิ์โครงการคนละครึ่งได้   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง สีลิ้นบ่งบอกโรคได้   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ไวรัสนิปาห์มีความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าโควิด 19 ไม่มีวัคซีนและอัตราเสียชีวิตสูงมากกว่า ติดต่อจากสัตว์สู่คน และคนสู่คนได้ผ่านสารคัดหลั่ง   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กระทรวงคมนาคม สั่งปิดการจราจร 100% บริเวณใต้ทางด่วนถนนพระราม 2   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง เฟซบุ๊ก Suwara Saelim เปิดรับแรงงานเก็บผลไม้ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านกระทรวงแรงงาน   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง สำนักงาน ก.ล.ต. เพิ่มช่องทางติดต่อใหม่ที่ LINE ID : @010hfcw   อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง 26-30 มกราคม 69 ไทยตอนบนจะมีอากาศอุ่นขึ้น 1-2 องศาฯ   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “ต่างด้าวสามารถสวมสิทธิ์โครงการคนละครึ่งได้” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) ได้กําหนดคุณสมบัติสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้ 1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 3. มีบัตรประจําตัวประชาชน 4. ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 5. ไม่เป็นผู้ที่ถูก สศค. ระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 - 5   นอกจากนี้ผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการฯ ต้องดําเนินการพิสูจน์ตัวตนด้วยบัตรประจําตัวประชาชนผ่านช่องทางที่ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) กําหนด เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ (ยกเว้นผู้ที่เคยทําการพิสูจน์ตัวตนด้วยบัตรประจําตัวประชาชนกับโครงการ/มาตรการของรัฐ หรือผ่านช่องทางของธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) มาก่อน) จึงจะสามารถใช้สิทธิ์ตามโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------------

วันที่ 28 มกราคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน “Data Privacy Day 2026” ภายใต้แนวคิด “Privacy in Action” เวทีสำคัญด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแห่งปี ยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากความเข้าใจไปสู่ “การลงมือทำจริง” ในระบบงาน การให้บริการ และการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันขององค์กรในประเทศ เสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดยมี พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี   ในโอกาสเดียวกันนี้ นายพชร ปลัดดีอี ยังได้มอบรางวัล PDPA Challenge 2025 เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในระดับอุดมศึกษา และพิธีลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อขยายผลการคุ้มครองข้อมูลสู่ภาคเศรษฐกิจจริง   โดยสำหรับงานนี้เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ที่สนใจ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง อัปเดตองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมนำเสนอเครื่องมือและแนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความพร้อมด้านการปกป้องข้อมูลในยุคดิจิทัล ร่วมแสดงพลังขับเคลื่อนสังคมไทย “จากแนวคิด สู่การลงมือทำจริง” พร้อมการจัดแสดงนิทรรศการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากภาคีเครือข่ายและพาร์ทเนอร์ และกิจกรรมอีกมากมาย  

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินโครงการนำร่องการยกระดับระบบเตือนภัยพิบัติด้วยดาวเทียม Tomorrow.io โดยมีนางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และผู้แทนจากบริษัท Tomorrow.io เข้าร่วม ณ ศูนย์ปฏิบัติการพยากรณ์อากาศ ชั้น 11 อาคาร 50 ปี อุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา บางนา กทม.   นายไชยชนก เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายเตรียมความพร้อมในการยกระดับการรับมือภัยพิบัติ โดยการพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศและการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ เพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ด้านสภาพอากาศ และภัยพิบัติล่วงหน้า เสริมประสิทธิภาพการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ และลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้น   กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ได้เตรียมยกระดับระบบการพยากรณ์อากาศ และการเตือนภัยพิบัติ จากการนำร่องใช้งานแพลตฟอร์มดาวเทียม Tomorrow.io ควบคู่กับระบบการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุฯ โดยร่วมบูรณาการข้อมูลด้านการพยากรณ์อากาศ จัดทำแผนพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศ และแผนปฏิบัติงาน พร้อมแผนสรุปการนำข้อมูลจากกรมอุตุฯ ไปใช้ในหน่วยงานอื่นๆของประเทศ ซึ่งจะมีการติดตามแผนการปฏิบัติการเป็นรายสัปดาห์ ตลอดระยะเวลา 3 เดือนของโครงการนำร่องตั้งแต่เดือน ธ.ค.68 - ก.พ.69   นอกจากนี้ กรมอุตุฯ ได้ดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในรูปแบบ Hackathon ร่วมกับหน่วยงานด้านการเฝ้าระวังและป้องกันภัยพิบัติ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานข้อมูล Tomorrow.io ในพื้นที่ปฏิบัติการ ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เพื่อเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา ทรัพยากรน้ำ และข้อมูลภูมิสารสนเทศร่วมกันอย่างเป็นระบบ เตรียมความพร้อมติดตามสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การให้ความช่วยเหลือประชาชน เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน   ปัจจุบัน Tomorrow.io มีการใช้งานดาวเทียมทั้งหมด 13 ดวง เพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม 11 ดวง เมื่อช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ศักยภาพด้านการสนับสนุนข้อมูลเพิ่มขึ้น โดยใช้เวลาในการประมวลผลน้อยกว่า 1 ชม. ช่วยให้มีข้อมูลที่เป็นเรียลไทม์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งความแม่นยำของการพยากรณ์ที่เจาะจงเฉพาะพื้นที่ในระดับตำบล ซึ่งได้ทดสอบนำร่องในพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่เกิดภัยพิบัติจากช่วงที่ผ่านมา และพบว่ามีระดับประสิทธิภาพการพยาการณ์อากาศที่เพิ่มสูงขึ้น และแม่นยำมากขึ้น    ขณะที่ระยะต่อไป ตนจะลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ร่วมกับกรมอุตุฯ ในวันที่ 9 – 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ เพื่อร่วมทดสอบและวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริง ก่อนที่จะขยายผลการนำเสนอข้อมูลเพื่อเข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเบื้องต้นได้มีการหารือร่วมกับ Line เพื่อสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เฉพาะในพื้นที่ของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจ และประเมินความเสี่ยงส่วนตัวได้ด้วยตัวเองในทันที  รวมทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงการประกอบอาชีพ เช่น การเกษตร การคมนาคม และเชิงเศรษฐกิจอื่นๆได้    “โครงการนำร่อง การใช้ดาวเทียม Tomorrow.io เพื่อจัดทำแผนการรับมือภัยพิบัติ มีกรมอุตุฯ เป็นศูนย์กลางข้อมูล เพื่อแบ่งปันให้กับหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงการเปิดให้ประชาชนได้นำข้อมูลไปใช้เพื่อการพยากรณ์อากาศด้วยตนเอง ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านการรับมือกับภัยพิบัติ การเดินทาง คมนาคม การเกษตร การเพาะปลูก โดยจะมีการจัดทำแผนการใช้งานข้อมูลเพื่อรองรับการใช้งานต่อไป” นายไชยชนก กล่าว   ด้านนางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า แผนการดำเนินงานของโครงการนำร่องดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ธ.ค.68 – ก.พ.69 โดยมุ่งเน้นการประเมินศักยภาพของแบบจำลองการพยากรณ์อากาศที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งสามารถผสานข้อมูลจากดาวเทียม เรดาร์ และข้อมูลสังเกตการณ์ของประเทศไทย   ขณะที่ในปัจจุบันได้มีการอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ใช้งาน บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถนำข้อมูลพยากรณ์อากาศ และระบบแจ้งเตือนภัยไปใช้ได้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสภาพอากาศที่มีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแจ้งเตือนฝนตกหนักและน้ำท่วมล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้มีเวลาในการเตรียมตัวอพยพ และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ และการวางแผนรับมือภัยพิบัติได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะยกระดับระบบพยากรณ์อากาศและการแจ้งเตือนภัยของประเทศไทยให้มีมาตรฐานระดับนานาชาติ เสริมสร้างความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน   ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 29 มกราคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับนายคณพศ หงสาวรางกูร รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/05 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อหารือแนวทางการบูรณาการและเชื่อมโยงการทำงานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC กับระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารและสนับสนุนการตรวจสอบ (e-Audit) ซึ่งสืบเนื่องจากการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง ความร่วมมือด้านการตรวจสอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นโดยการตรวจสอบด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ และลดภาระการจัดเตรียมเอกสารกระดาษสำหรับการตรวจสอบ ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลในการตรวจเงินแผ่นดิน

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ในวันที่ 27 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,867 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,656 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,655 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 37 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง หากไม่ไปเลือกตั้งท้องถิ่น สส. หรือออกเสียงประชามติ จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง 2 ปี   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง จากเหตุการณ์ไฟไหม้ตอม่อสะพานภูมิพล พบความเสียหาย 2 ใน 3 ค่าเสียหายสูงถึง 15 ล้านบาท   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดลงทะเบียนสินเชื่อเฟส 2 ยื่น 90,000 บาท คืน 1,950 บาท ผ่าน TikTok efrgjwjhtea   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยใช้กำลังทหารปฏิบัติการในพื้นที่กัมพูชา ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ขยี้ตาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สายตาเอียงเพิ่มขึ้น   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง การเคลือบสูติบัตร ทำให้เอกสารเป็นโมฆะ   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง นักวิเคราะห์การลงทุนจากไอดีไลน์ brokeraom ได้รับการรับรองโดย ก.ล.ต.   อันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง รถแบคโฮของตำรวจตระเวนชายแดนไทย ประจำการใกล้พื้นที่เขาพระวิหารถูกลอบวางเพลิง   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “หากไม่ไปเลือกตั้งท้องถิ่น สส. หรือออกเสียงประชามติ จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง 2 ปี” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่เหตุนั้นไม่ใช่เหตุอันสมควร จะถูกจำกัดสิทธิดังต่อไปนี้ 1. สิทธิในการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2. สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา 3. สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน 4. ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง 5. ห้ามดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษา ผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการจำกัดสิทธิมีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีก ให้เริ่มนับเวลาการจำกัดสิทธิใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใด ให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------------

ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไป ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 29 มกราคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมติดตามการพัฒนาระบบ e-Form เพื่อรองรับการขับเคลื่อนระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ (Easy Pass) ในระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 10/02 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ Video Conference

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.