Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 29 มกราคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการดำเนินโครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา” เพื่อเสริมสร้างศรัทธาด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ให้กับเยาวชนไทย ในยุคดิจิทัล โดยมี นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานความร่วมมือเข้าร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-1 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา   สำหรับโครงการนี้จัดขึ้นโดย คณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เพื่อมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ และ 8 ภาคีความร่วมมือ ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กรมประชาสัมพันธ์ และกรุงเทพมหานคร ในการกำหนดบทบาท แนวทาง และการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนใช้สื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทันและสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างศรัทธาทางศาสนาผ่านการเรียนรู้และการถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนาในรูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ในวันที่ 28 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,877 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,924 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,919 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ และช่องทาง Facebook 4 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 32 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 9 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กฎหมายห้ามเผา ปรับสูงสุด 2 ล้านบาท จำคุกสูงสุด 20 ปี   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ใช้มะนาวผสมผงชูรสราดบริเวณที่ถูกต่อต่อย เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง รัฐธรรมนูญ ปี 60 ไม่อนุญาตให้ล่ารายชื่อถอดถอนผู้นำองค์กรอิสระ   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง รถบรรทุกจากไทยลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังของเขมร ที่ผ่านทางด่านเขมร-ลาว ทำให้ราคามันสำปะหลังในประเทศปรับลดลง   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยคือผู้สังหารผู้ลี้ภัยจากเขมรแดง เมื่อ 47 ปีก่อน   อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง สถานทูตไทยในฝรั่งเศส ประกาศขยายเวลารับบัตรเลือกตั้งถึงวันที่ 2 ก.พ. 2569   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ตม.ดอนเมือง จับกุมสายลับชาวกัมพูชาแฝงตัวลักลอบเข้าไทย   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง พบชาวอินเดีย 7 คน ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ กักตัวที่โรงพยาบาลสิริโรจน์   อันดับที่ 9 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้สิทธิประชาชนลงชื่อถอดถอน กกต.ได้   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กฎหมายห้ามเผา ปรับสูงสุด 2 ล้านบาท จำคุกสูงสุด 20 ปี” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ซึ่งจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 กรมควบคุมมลพิษ ได้ควบคุมและบังคับใช้กฎหมายห้ามเผาในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และพื้นที่โล่งอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบจากฝุ่นละออง PM2.5 และกำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนดังนี้   - เผาในพื้นที่ตนเองหรือพื้นที่สาธารณะ : จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  - เผาในพื้นที่ข้างทางหรือถนน : ปรับไม่เกิน 1,000 บาท - เผาในพื้นที่เกษตรกรรม : จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - เผาป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า : จำคุกไม่เกิน 4-20 ปี ปรับตั้งแต่ 400,000–2,000,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ - เผาป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ : จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000–200,000 บาท (หากเผาเกิน 25 ไร่ โทษจำคุก 4–20 ปี ปรับตั้งแต่ 200,000–2,000,000 บาท)   ทั้งนี้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จึงขอความร่วมมือประชาชนงดเผาทุกชนิดโดยเฉพาะช่วงที่ประกาศห้ามเผา เพื่อร่วมกันลดปัญหาฝุ่น PM2.5   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------------


วันที่ 30 มกราคม 2569 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมชี้แจงและคลินิกให้คำปรึกษาการสมัครรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) พร้อมด้วยหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 204 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 30 มกราคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแถลงความคืบหน้า ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี MOU ระหว่าง กระทรวงดีอี - Prime Opportunity Fund VCC โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC หรือ สคส.) พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้อง 204 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 31 มกราคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน) ถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี ณ ลานชั้น 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในวันที่ 29 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,862 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,582 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,580 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 38 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) แจ้งยุติจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 มีผล 1 ก.พ. 69 เป็นต้นไป อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง คอร์สเรียนออนไลน์ เรียนจบได้รับใบรับรองจากตลาดหลักทรัพย์ฯ อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง มีสัญญาณเชื้อไวรัสนิปาห์มาถึงไทยแล้ว รพ.ราชวิถี เตรียมพร้อมรับผู้ติดเชื้อ ตั้งแต่ระดับปานกลาง-หนัก อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ธนาคารกรุงไทยร่วมกับกสิกรไทย ปล่อยกู้สินเชื่อวงเงิน 500,000 บาท ผ่าน TikTok ghfffrsba74 อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ยาทาระเหยบรรเทาอาการคัดจมูก ไม่เพียงช่วยแก้หวัดคัดจมูก แต่ยังมีสรรพคุณที่ใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ตรวจพบไวรัสนิปาห์ในไทย อัตราเสียชีวิตสูง 75% อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ค่าเบี้ยเลี้ยงทหารแนวหน้า ตกเบิกมาหลายเดือน สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) แจ้งยุติจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 มีผล 1 ก.พ. 69 เป็นต้นไป” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กระทรวงพลังงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยประเด็นการยุติจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 นั้น เป็นการยกเลิกการจ่ายน้ำมัน E85 ออกจากคลังน้ำมันของ OR ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ขณะที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ที่ยังมีน้ำมัน E85 คงเหลือ จะยังคงจำหน่ายต่อไปจนกว่าสินค้าจะหมด ซึ่งคาดว่าจะมีจำหน่ายต่อไปอีกประมาณ 1-2 เดือน โดยผู้ใช้รถสามารถเปลี่ยนไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ทดแทนได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 30 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,979 ข้อความ โดยมี ข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,285 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 7,283 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 47 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. จับมือ 16 ธนาคารดัง อนุมัติสินเชื่อ 300,000 บาท ผ่านบัญชี TikTok: oplmnmab8h8   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ปราสาทตาควาย เดิมชื่อ ปราสาทตาวาย   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง หมุนกล้องวงจรปิดจับภาพพื้นที่สาธารณะ มีโทษปรับ 1 ล้านบาท   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง กองทัพบก งดการฝึกภาคสนามเขาชนไก่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงการต่างประเทศ เปิดรับสมัครบุคคลากรจำนวน 38 อัตรา ถึงวันที่ 27 ก.พ. 69   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง กรมประมง เปิดยื่นขอใบอนุญาตเดินเรือประมงพาณิชย์-พื้นบ้านรอบใหม่ วันที่ 1 – 28 ก.พ. 69   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ไลน์ไอดี @kitti_tti แนะนำการลงทุน รับรองโดย ก.ล.ต.   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “ ธ.ก.ส. จับมือ 16 ธนาคารดัง อนุมัติสินเชื่อ 300,000 บาท ผ่านบัญชี TikTok: oplmnmab8h8” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจาก ธกส. ไม่มีนโยบายในการอนุมัติสินเชื่อในลักษณะดังกล่าว รวมถึงไม่มีการอนุมัติสินเชื่อผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก หรือ TikTok การกระทำดังกล่าวเป็นการแอบอ้างชื่อของธนาคารโดยมิจฉาชีพ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการรายงานเพื่อปิดบัญชีปลอมนั้นแล้ว   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ------------------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 31 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,177 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,734 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 7,733 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 42 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 2 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 5 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ไทยพบผู้ป่วย “โรคไข้นกแก้ว”   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง งดขาย-จัดเลี้ยงแอลกอฮอล์ตามกฎหมาย เริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. 69 เวลา 18.00 น.   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง เปิดรับแรงงานทำฟาร์มที่ประเทศออสเตรเลีย เงินเดือน 80,000 บาท ไปทำงานถูกกฎหมายผ่านกระทรวงแรงงาน   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง พบไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย แต่สัดส่วนน้อยและยังไม่มีหลักฐานการแพร่โรค   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ถ้าเลือดเป็นสีดำไม่แดงสวย จะอยู่ได้ไม่เกิน 2-3 ปี   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง กยศ. เตรียมหักเงินเดือนของลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้ เดือนมีนาคม 2569   อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง บริเวณฐานปฏิบัติการสุครีพ เกิดเหตุไฟป่าและกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากวัตถุระเบิดตกค้าง   อันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ธปท. แนะนำ 7 วิธีตรวจสอบธนบัตร หลังช่วงนี้แบงก์พันปลอมระบาด   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ไทยพบผู้ป่วย “โรคไข้นกแก้ว”” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ปัจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้นกแก้ว (Psittacosis) จำนวน 1 ราย เมื่อปลายปี 2568 มีโรคประจำตัวและมีประวัติเลี้ยงนกในพื้นที่อากาศไม่ถ่ายเท โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์ป้องกันขณะทำความสะอาดกรง ปัจจุบันได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว   ทั้งนี้โรคไข้นกแก้วเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydophila psittaci ซึ่งพบในนกและสัตว์ปีกหลายชนิด เช่น นกแก้ว นกพิราบ เป็ด และไก่งวง คนสามารถติดเชื้อจากการสูดดมละอองเชื้อจากมูลแห้ง ขน หรือสารคัดหลั่งของนก กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่ใกล้ชิดกับนกหรือสัตว์ปีก เช่น ผู้เลี้ยงนก สัตวแพทย์ และผู้ให้อาหารนก อาการของผู้ป่วยมักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และไอแห้ง   กรมควบคุมโรคแนะนำ ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีกหรือมูลนก หากจำเป็นควรสวมหน้ากากและถุงมือ ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัส และหากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสหรือเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ----------------------------------------------------------------------



ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตประจำวันของเราผูกพันกับโลกออนไลน์มากขึ้นทุกวัน แต่เบื้องหลังความสะดวกสบาย กลับมีภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC 1441 ขอเตือนภัยประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงาน ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มมิจฉาชีพที่นำเทคโนโลยีAIและเทคนิคการหลอกลวงที่ซับซ้อนมาใช้ในการก่ออาชญากรรมที่แนบเนียนแบบไร้รอยต่อ   กระทรวงดีอีมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยออนไลน์ การหลอกลวงของมิจฉาชีพ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบความเสียหายจากสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด   คนวัยทำงานเสี่ยงสูงสุด จากข้อมูลของศูนย์ AOC 1441 พบว่า สถิติในปี 2568 ที่ผ่านมาเผยให้เห็นข้อมูลที่น่าวิตกกังวลคือกลุ่มอายุ 20-49 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานและมีกำลังซื้อสูง กลับกลายเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ ด้วยจำนวนผู้เสียหายมากถึง 405,929 เคส และความเสียหายทางการเงินสูงถึง 23,403 ล้านบาท  โดยรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยที่สุดคือ การหลอกลวงในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ, การหลอกให้โอนเงินภายใต้ข้ออ้างการหารายได้พิเศษ และการหลอกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์   4“สแกม” อันตรายที่พึงระวังในปี 2569 สำหรับแนวโน้มวิธีการหลอกลวงของมิจฉาชีพในปัจจุบันที่พบมากที่สุด มี 4 รูปแบบดังนี้   (1) ข้อความหลอกลวงผ่าน SMS และไลน์แนบลิงก์ มิจฉาชีพจะส่งข้อความสั้นอ้างว่ามาจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน โดยแจ้งว่ามีค่าใช้จ่ายค้างชำระ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา หรือกลับกัน อ้างว่ามีเงินคืนให้รับ แล้วแนบลิงก์ให้กดเข้าไป หากประชาชนคลิกลิงก์ดังกล่าว อาจถูกหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันที่มีมัลแวร์เพื่อดูดเงินในบัญชี หรือถูกพาไปยังเว็บไซต์ปลอมเพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ หน่วยงานราชการและธนาคารไม่มีนโยบายส่งลิงก์ผ่านทาง SMS หรือช่องทางโซเชียล ให้กับประชาชน   (2) เทคโนโลยี AI Deepfake ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นดาบสองคมในมือของมิจฉาชีพ เทคโนโลยี AI สามารถเลียนแบบเสียงพูดและสร้างภาพใบหน้าเคลื่อนไหวของบุคคลที่เรารู้จักได้อย่างสมจริง คนร้ายใช้เทคนิคนี้โทรหาเหยื่อโดยแกล้งเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักขอยืมเงิน หรือแม้กระทั่งปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อข่มขู่ว่าเหยื่อมีความเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ เพื่อหลอกให้โอนเงิน ดังนั้นการได้ยินเสียงหรือเห็นภาพคนที่เรารู้จักผ่านหน้าจอไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเป็นบุคคลในจอจะเป็นเพื่อน ญาติ หรือเจ้าหน้าที่รัฐตัวจริงอีกต่อไป   (3) QR Code ปลอมที่ซ่อนอยู่รอบตัว อีกหนึ่งรูปแบบการหลอกลวงคือการใช้ QR Code ปลอมโดยมิจฉาชีพจะแปะ QR Code ปลอมทับของจริงตามจุดบริการสาธารณะ เช่น ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน หรือส่งมาทางอีเมลโดยอ้างว่าเป็นโปรโมชัน เมื่อประชาชนสแกน QR Code เหล่านี้ จะถูกลิงก์ต่อไปยังเว็บไซต์ หรือแอพลิเคชันปลอมที่ออกแบบมาเพื่อขโมยรหัสผ่านหรือดูดเงินจากบัญชีทันที การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจสอบแหล่งที่มาของ QR Code ทุกครั้งก่อนสแกน และหากพบว่าลิงก์ที่ปรากฏขึ้นดูผิดปกติ ควรปิดทันที   (4) การหลอกลงทุนออนไลน์ การหลอกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยังคงเป็นรูปแบบอาชญากรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มิจฉาชีพจะล่อใจด้วยผลตอบแทนที่สูงเกินจริง และสร้างโปรไฟล์ปลอมเป็นผู้มีชื่อเสียงหรือนักลงทุนมืออาชีพเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อเหยื่อโอนเงินเข้าไปแล้ว เงินก็จะถูกส่งต่อจากบัญชีม้าหนึ่งไปยังอีกหลายๆบัญชี หรือถูกแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลในเวลาอันรวดเร็ว   อุทาหรณ์จากผู้เสียหาย ถูกลวงลงทุนเปิดร้านค้าออนไลน์ สูญเงินกว่า6 ล้านบาท AOC 1441 ขอยกตัวอย่างกรณีจริงที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายหญิงสาวรายหนึ่ง โพสต์ขายสินค้ามือสองผ่านเฟซบุ๊ก ต่อมามีบุคคลมาคอมเมนต์ใต้โพสต์แนะนำกลุ่มซื้อขายสินค้ามือสอง เมื่อผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อสอบถามรายละเอียดกับผู้ดูแลกลุ่ม และได้รับแจ้งว่าจะต้องโอนเงินเป็นค่าเปิดบัญชีร้านค้าก่อน หลังจากนั้นคนร้ายได้เรียกเก็บเงินเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าเปิดการมองเห็น ค่าเพิ่มการโฆษณา และค่าส่วนกลาง โดยอ้างว่าจะได้รับเงินคืนเมื่อมียอดขาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปมากถึง 6,172,641 บาท แต่กลับไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น ผู้เสียหายรู้สึกผิดสังเกต เมื่อตรวจสอบจึงพบว่าถูกหลอก   ขณะที่ผู้เสียหายอีกราย พบโฆษณารับสมัครคนร่วมทีมแจกผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ดังยี่ห้อหนึ่งผ่านช่องทาง Facebook  ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสอบถามรายละเอียด ต่อมาได้รับการชักชวนลงทุนขายสินค้าแบรนด์ดังกล่าว โดยโอนเงินร่วมลงทุนแล้วรอรับผลตอบแทน ผู้เสียหายจึงโอนเงินไป 1,040,915 บาท เพื่อเริ่มลงทุน ช่วงแรกได้รับเงินคืนกลับมาจริงพร้อมทั้งค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้รับเงินคืน เมื่อตรวจสอบทำให้ทราบภายหลังว่าเป็นมิจฉาชีพ   แนวทางการป้องกันตนเอง การรู้เท่าทันภัยออนไลน์ ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ประชาชนควรระมัดระวังไม่กดลิงก์จากข้อความที่ไม่รู้จัก ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนโอนเงิน ไม่เชื่อผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ ระวังการสแกน QR Code ในที่สาธารณะ และหากมีข้อสงสัยควรโทรกลับไปยืนยันตัวตนจากหมายเลขโทรศัพท์จริงของหน่วยงานนั้น   ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า โลกออนไลน์เต็มไปด้วยโอกาสและความสะดวกสบาย แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เราทุกคนต้องตระหนักรู้ การป้องกันตนเองที่ดีที่สุดคือการมีสติ รอบคอบ และไม่ประมาท โดยยึดหลัก “4 ไม่” คือ  “ไม่กดลิงค์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เมื่อเราเข้าใจวิธีการของมิจฉาชีพ เราจะสามารถปกป้องทรัพย์สินและความปลอดภัยของตนเองและคนที่เรารักได้   หากพบเห็นหรือตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความได้ทันทีที่สายด่วน AOC 1441 หรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง การรายงานอย่างรวดเร็วอาจช่วยให้สามารถติดตามคนร้ายและได้เงินคืน รวมถึงป้องกันผู้อื่นไม่ให้ตกเป็นเหยื่อได้   ----------------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,083 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,034 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,034 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 3 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่ม “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%”   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เปิดระบบ CIOS ยื่นคำร้อง “Take It Down” ครั้งแรกของไทย   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิออนไลน์ได้ทันที ผ่านแอปฯ ทางรัฐ   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรมอุทยานฯ มีแนวคิดยิงลูกดอกวัคซีนให้ช้างป่า เพื่อให้ไข่ฝ่อหวังลดจำนวน   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ครม.อนุมัติเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง-กากถั่วเหลือง   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ยึดทรัพย์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เฉลี่ยคืนเงินให้ผู้เสียหายจากการหลอกลงทุน ผ่านเพจ Office of Online Crime Reporting   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ AUS JOB 011 เปิดรับแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย รายได้เฉลี่ยหลักแสนบาทต่อเดือน   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่ม หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง”โดยกรมอนามัยเตรียมการปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ลดการบริโภคน้ำตาลเกินความจำเป็น ลดความเสี่ยงภาวะน้ำหนักเกินและโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนไทยอย่างยั่งยืน    ดังนั้นกรมอนามัยจึงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานและเตรียมการเปิดตัวมาตรฐานความหวานใหม่ของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนและการสื่อสารเชิงนโยบายให้เกิดผลในระดับประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------------

แท็บที่ 1 แท็บที่ 2 แท็บที่ 3 เนื้อหาแท็บที่ 1 แสดงข้อมูลของแท็บที่ 1 เนื้อหาแท็บที่ 2 แสดงข้อมูลของแท็บที่ 2 เนื้อหาแท็บที่ 3 แสดงข้อมูลของแท็บที่ 3

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ให้การต้อนรับ พล.ท.ชาติชาย ชัยเกษม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และคณะ ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ณ ศูนย์ปฏิบัติการฯ AOC 1441 กรุงเทพฯ

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.