Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และนางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมประชุมหารือติดตามโครงการนำร่อง (Proof of concept-poc) เพื่อขยายผลระบบพยากรณ์อากาศแม่นยำสูง โดยใช้แพลตฟอร์มระบบดาวเทียม Tomorrow.io เข้ามาเสริมประสิทธิภาพของระบบดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา โดยมี นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายไชยชนก กล่าวว่า จากการที่รัฐบาล ได้เห็นชอบโครงการนำร่อง ยกระดับระบบการพยากรณ์อากาศ และการเตือนภัยพิบัติ โดยใช้งานแพลตฟอร์มดาวเทียม Tomorrow.io ควบคู่กับระบบการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งได้มีการติดตามแผนการปฏิบัติการเป็นรายสัปดาห์ ตลอดระยะเวลา 3 เดือนของโครงการนำร่องตั้งแต่เดือน ธ.ค.68 - ก.พ.69 และในวันนี้ ( 10 กุมภาพันธ์ 2569) ตนได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการในสถานที่จริง พบว่ามีการบูรณาการข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และการหารือร่วมกันถึงความต้องการของเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น สำหรับระบบ Tomorrow.io มีดาวเทียม Deep Sky 11 ดวง (Microwave Sounder) และกำลังเพิ่มอีก 2 ดวง รวมเป็น 13 ดวง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์อากาศ สามารถส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง พร้อมด้วยฟังก์ชันการปรับระดับ Flood Index ให้เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้แจ้งเตือนภัยเฉพาะเจาะจงเป็นรายตำบล และยังสามารถคาดการณ์สภาพอากาศได้ล่วงหน้า 7 วัน ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าว จะเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการพยากรณ์อากาศ และการเตือนภัยของระบบอุตุนิยมวิทยาสู่ขั้นสูงสุด นำไปสู่การใช้งานในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น พร้อมกับการพัฒนาระบบให้แจ้งเตือนแบบ Real-time เพื่อให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ที่แตกต่างกันของประเทศไทยต่อไป ทั้งนี้จากการหารือร่วมกัน พบว่า ความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นเครือข่ายท้องถิ่น (เทศบาลนครหาดใหญ่, เทศบาลพระตง, เทศบาลท่าหิน, อบจ.สงขลา และกรมชลประทาน) คือ ข้อมูลด้านการบริหารจัดการกับสภาพอากาศ และการแจ้งเตือน รับมือ ป้องกัน เยียวยาด้านภัยพิบัติ เช่น ข้อมูลปริมาณฝนรายชั่วโมง ความรุนแรงของฝน และระดับน้ำ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน นอกจากเป้าหมายสำคัญด้านการยกระดับการพยากรณ์สภาพอากาศและการแจ้งเตือนภัยพิบัติแล้ว หลายฝ่ายให้ความสนใจในการนำข้อมูลของระบบ Tomorrow.io ไปใช้ในด้านต่างๆ โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) มีเป้าหมายในการผลักดัน One Data Center เพื่อตอบโจทย์ประชาชนในการใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศ ซึ่งสามารถปรับรูปแบบให้มหาวิทยาลัยในทุกพื้นที่ นำไปส่งเสริมให้นักวิชาการ นักศึกษาและเยาวชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาต่อยอด (Hackathon) เพื่อสร้างนวัตกรรมที่แก้ปัญหาได้จริงในระดับท้องถิ่น ขณะเดียวกันในด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management) โครงการนำร่องดังกล่าว สามารถต่อยอดปรับใช้ระบบเพื่อเตือนภัยอื่นๆ ด้วย เช่น การเตือนภัยแผ่นดินไหว ฟ้าผ่า และฝุ่น PM2.5 การพยากรณ์ในทะเล ฯลฯ เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง พร้อมกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการรับมือภัยพิบัติ "ศูนย์อพยพให้ความช่วยเหลือถาวร" เพื่อใช้ในการรับมือภัยพิบัติเมื่อเกิดเหตุ หรือปรับเปลี่ยนการใช้งานอย่างอเนกประสงค์เหมือนอยู่ในสถานการณ์ปกติ “โครงการนำร่องการใช้งานระบบ Tomorrow.io ปัจจุบันได้มีการทดลองใช้ในผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันตนเตรียมจะขยายระยะเวลาเพื่อให้เกิดการทดลองใช้งานในหน่วยงานอื่นๆ และการใช้งานของประชาชน พร้อมกับเชื่อมโยงข้อมูลการแจ้งเตือนภัยในแพลตฟอร์มที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เช่น การแจ้งเตือนผ่านแพลตฟอร์ม Line รวมทั้งจะมีการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชน ได้ใช้งานข้อมูลดังกล่าวด้วย เช่น เว็บไซต์ hatyaicityclimate.org ซึ่งรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับการพยากรณ์อากาศ การแจ้งเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยจะมีการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆต่อไป” นายไชยชนก กล่าว --------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,282 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 12,323 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 12,318 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ ช่องทาง Website 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 39 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กรมอุทยานฯ ค้นพบ “หูเสือใบขน” พรรณไม้หายากในป่าภาคใต้   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง สมัครกองทุนผู้สูงอายุแห่งชาติ ได้ที่เพจ Royal Initiative   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ล่มในทะเลอันดามัน ขอให้ผู้เดินเรือทุกท่านโปรดเดินเรือด้วยความระวัง   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.กรุงไทย เปิดบัญชี TikTok ozrealman.1 ให้ ปชช. ยืม 3,000-4,000 บาท มีสิทธิ์รับเพิ่มถึง 50,000 บาท ไม่เช็กแบล็กลิสต์   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ผัดไทย มีรากเหง้ามาจากอาหารชาววังดั้งเดิมของกัมพูชา   อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง มะขวิดช่วยต้านมะเร็งไม่ให้ลุกลาม ช่วยให้อายุยืนได้อีกหลายปี   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กองทัพอากาศขอประณามการใช้ “ข้อมูลเท็จ”   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดเพจ เติมความรู้ เท่าทันโลก สอนเรื่องหุ้นด้วยเทคนิคทำกำไรแบบ DUAL-MODE   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กรมอุทยานฯ ค้นพบ “หูเสือใบขน” พรรณไม้หายากในป่าภาคใต้” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ทีมนักวิจัยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ลงพื้นที่สำรวจเขาหินปูนในภาคใต้ ภายใต้โครงการวิจัยความหลากหลายของพันธุ์พืชในระบบนิเวศเขาหินปูน โดยได้ล่องเรือสำรวจหน้าผาหินปูนบริเวณเขื่อนรัชชประภา อุทยานแห่งชาติเขาสก และต่อเนื่องไปยังอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 และได้พบกับพืชพุ่มขนาดเล็กเกาะอยู่บนหน้าผาสูงชันซึ่งยากต่อการเข้าถึง จนต้องใช้ไม้สอยเพื่อนำตัวอย่างมาตรวจสอบอย่างละเอียด ผลปรากฏว่าเป็น “หูเสือใบขน” พรรณไม้ที่หายสาบสูญไปจากการรายงานนานเกือบ 130 ปี และเคยถูกคาดการณ์ว่า อาจสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว    สำหรับ “หูเสือใบขน” หรือชื่อพฤกษศาสตร์ปัจจุบันคือ Coleus tomentifolius (Suddee) Suddee ถูกสำรวจพบครั้งแรกโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ (Mr. Curtis) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2439 ในพื้นที่จังหวัดพังงา แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมากลับไม่มีรายงานการพบเห็นพืชชนิดนี้ในธรรมชาติอีกเลย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2547 ได้มีการตีพิมพ์ชื่อพรรณไม้ชนิดนี้เป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลกโดยบรรยายลักษณะจากตัวอย่างแห้งเพียงชิ้นเดียวที่ถูกเก็บรักษาไว้ในหอพรรณไม้ประเทศสิงคโปร์เท่านั้น   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ร่วมรับฟังการบรรยายสรุปเหตุการณ์และสถานการณ์ภัยพิบัติ ตลอดจนแผนรองรับวิกฤตการณ์ และรายงานผลการดำเนินงานด้านการเตรียมความพร้อมเชิงรุก โดยคณะผู้บริหาร NT และเครือข่ายทีมอาสาสมัครวิทยุสมัครเล่น ณ ศูนย์บริการ NT หาดใหญ่ 2 (สถานีควนลัง)

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ครบรอบ 5 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และผู้บริหารให้การต้อนรับ ณ บริเวณโถง ชั้น20 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ อาคารอารีย์ ฮิลส์ กรุงเทพฯ


วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีคณะผู้บริหารร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีเข้าร่วมในพิธี ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,084 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 9,130 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 9,053 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Facebook 77 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 31 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 6 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ไทยยกระดับเฝ้าระวังหลังเชื้อไวรัสนิปาห์ เดินหน้าคัดกรองนักเดินทางเข้มข้น   อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ไทยรุกล้ำอธิปไตยบุกสร้างกำแพงและบังเกอร์ พื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.กรุงไทย ประกาศยกเลิกเครดิตบูโรพร้อมช่วยเหลือประชาชน ให้ยืมคนละ 200,000 บาท ผ่านบัญชี TikTok : @songsak_567   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง เครื่องบินการบินไทย HS-TXF ตกทะเลจีนใต้   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลต่อระบบประสาท และพัฒนาการด้านสมองของเด็ก   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง รมต.วัฒนธรรมกัมพูชา ขึ้นทะเบียนบั้งไฟเป็นมรดกแห่งชาติ ขอให้ไทยหยุดอ้างความเป็นเจ้าของวัฒนธรรม   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. พัฒนา Crypto ETF และ Crypto Futures   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสั่งการ ผู้ใดให้ความช่วยเหลือเด็กต่างด้าว ให้เรียนฟรี ต้องใช้เงินส่วนตัวแทนเท่านั้น   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ไทยยกระดับเฝ้าระวังหลังเชื้อไวรัสนิปาห์ เดินหน้าคัดกรองนักเดินทางเข้มข้น” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” สำหรับมาตรการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ มีดังนี้   1.เสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวัง 3 ส่วน คือ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยคัดกรองผู้เดินทางจากรัฐเบงกอลตะวันตก หากพบผู้ป่วยสงสัยจะแยกกักและส่งต่อโรงพยาบาล,สถานพยาบาล เพิ่มความไวการเฝ้าระวัง ปรับแนวทางการรักษา เฝ้าระวัง/สอบสวนโรค และแจ้งเตือนแพทย์โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทาง/สัมผัสเสี่ยง และชุมชน โดยเสริมระบบแจ้งเตือนผ่าน อสม./อสส. เพื่อรายงานเหตุผิดปกติในพื้นที่    2.เตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วย/ผู้ป่วยสงสัย โดยเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการในการตรวจระดับ BSL-3, สถานพยาบาลเตรียมห้องแยกควบคุมการติดเชื้อและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยแยกกักผู้ป่วยต้องสงสัย ใช้ PPE ตามความเสี่ยง และจัดระบบส่งต่อ เก็บสิ่งส่งตรวจอย่างปลอดภัย    3. สื่อสารความเสี่ยงเชิงรุกต่อประชาชน โดยผู้จะเดินทางไปอินเดียให้ติดตามข้อมูลสถานการณ์จากแหล่งข้อมูลทางการ หลีกเลี่ยงไปพื้นที่ที่มีรายงานระบาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาว สุกร หรือสัตว์ป่าทุกชนิด หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ หลีกเลี่ยงการเข้าไปในโรงพยาบาลโดยไม่จําเป็น ไม่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการไข้ไอ หายใจลําบาก หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท สวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัดและรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล หลังกลับประเทศไทยให้สังเกตอาการ 21 วัน หากมีไข้ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไอ และอาการทางเดินหายใจหรือทางระบบประสาท ให้รีบพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการเดินทาง    4.บูรณาการ One Health โดยประสานกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมปศุสัตว์และสถาบันวิชาการ เฝ้าระวังค้างคาวแม่ไก่/สัตว์เลี้ยง และเตรียมแผนตอบโต้เมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   --------------------------------------------------------------------------



QR Code คือเครื่องมือที่ทรงพลัง และมีประโยชน์มหาศาลในโลกดิจิทัล แต่ในเวลาเดียวกันมันก็กลายเป็นอาวุธที่แนบเนียนที่สุดของอาชญากรไซเบอร์ยุคใหม่ ภัยไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ การสแกนโดยไม่ตั้งคำถามกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า   ในยุคที่การสแกน QR Code กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เราใช้มันจ่ายเงิน สั่งอาหาร ลงทะเบียน เข้าถึงข้อมูล และยืนยันตัวตน ความสะดวกนี้ทำให้หลายคน “สแกนโดยไม่คิด” และนั่นคือช่องโหว่สำคัญที่อาชญากรไซเบอร์กำลังใช้โจมตีคนไทยอย่างเงียบ ๆ   การรู้เท่าทัน QR Code Scam ไม่ใช่เรื่องของความหวาดระแวง หากแต่เป็นทักษะพื้นฐานของพลเมืองดิจิทัล  ทักษะที่อาจช่วยรักษาทั้งทรัพย์สิน ตัวตน และความปลอดภัยของเราไว้ได้ในคลิกเดียว   QR Code Scam คือภัยใกล้ตัวกว่าที่คิด   QR Code Scam คือการใช้ QR Code เป็นเครื่องมือพาเหยื่อไปสู่ • เว็บไซต์ปลอม • ระบบชำระเงินปลอม • การขโมยรหัสผ่านและ OTP • การติดตั้งมัลแวร์ในโทรศัพท์ เพื่อดูดเงินในบัญชี   ปัญหาสำคัญคือ ผู้ใช้ไม่สามารถมองเห็นปลายทางของ QR Code ด้วยตาเปล่า การสแกนเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงการเปิดประตูให้คนร้ายเข้าถึงเงินและข้อมูลส่วนตัวของเราได้เพียงปลายนิ้วมือ   กลโกงที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน   • QR Code ปลอมแปะทับ QR จริงในร้านอาหาร ที่จอดรถ หรือปั๊มน้ำมัน • QR ใบแจ้งหนี้ปลอม อ้างค่าธรรมเนียม ค่าปรับ หรือยอดค้างชำระ • QR หลอกให้ล็อกอินบัญชีธนาคาร LINE หรือโซเชียลมีเดีย • QR แจกของฟรี เงินคืน หรือสิทธิพิเศษ • QR ที่นำไปสู่การดาวน์โหลดแอปฯอันตราย   เหยื่อจำนวนมาก ไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแค่ทำตามสิ่งที่ระบบบอกให้ทำ   จำให้ขึ้นใจ: 6 สัญญาณอันตราย ถ้าเห็นอย่างน้อย 1 ข้อ ให้หยุดทันที   1. QR Code ถูกแปะเป็นสติกเกอร์ทับของเดิม 2. ไม่มีชื่อองค์กรหรือข้อมูลติดต่อชัดเจน 3. เว็บขอ OTP หรือรหัสผ่าน 4. ใช้คำเร่งด่วน ข่มขู่ หรือกำหนดเวลา 5. บังคับให้โหลดแอปฯ นอกระบบ 6. ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก “สแกนเดี๋ยวนี้”   แนวทางป้องกันที่ทุกคนทำได้   • อย่าสแกน QR Code จากที่สาธารณะ หากไม่จำเป็น ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วน • ตรวจสอบ URLs ทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูล • ใช้แอปฯ ทางการของธนาคารในการสแกนจ่ายเงิน • อย่าให้ OTP กับใคร ไม่ว่ากรณีใด • อย่าสแกนขณะกำลังรีบ กลัว หรือถูกกดดัน   QR Code ไม่ได้อันตราย แต่อันตรายคือการสแกนโดยไม่ตั้งคำถาม เพราะอาชญากรไซเบอร์ไม่ได้เก่งกว่าเราแต่เขาใช้ประโยชน์จาก “ช่วงเสี้ยววินาทีที่เราไม่ระวัง” หมั่นตั้งคำถามอยู่บ่อยๆ และยึดหลัก “ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพียงหยุดคิดสักนิดก็ช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ    โลกดิจิทัลที่รวดเร็ว แต่ความปลอดภัยไม่ควรเร็วตามไปด้วย ก่อนสแกนทุกครั้ง ขอให้ถามตัวเองเพียงหนึ่งคำถาม “ถ้าไม่สแกนตอนนี้ จะเกิดอะไรขึ้น?” เพื่อหยุดความเสียหายที่จะตามมา ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือศูนย์ AOC 1441 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มาร่วมกันสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย เพื่อเราและคนที่เรารัก และหากประชาชนได้รับผลกระทบจากการหลอกลวงออนไลน์ AOC 1441 ยินดีรับใช้ตลอด 24 ชั่วโมง   ……………………………………………………………………………………


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,150 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 10,611 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 10,600 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 11 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 41 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 15 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ธอส. ร่วมกับ สปส. ช่วยชาวใต้ ปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมบ้าน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง กรมศิลปากรเตรียมบูรณะปราสาทตาควาย   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. เปิดให้ลงทะเบียนรับเงินคืนจากการถูกโกง ผ่านเพจ Public-Private Sector Communication and Coordination Center   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ 22 ผู้สมัคร สส. เหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง เว็บไซต์ของ บริษัท จัดหางาน สล็อท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงาน ถูกต้องตามกฎหมาย   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ทุกชนิด ผ่านเพจ ทำใบขับขี่ทุกประเภทด่วน คีย์ระบบแท้   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดคอร์สออนไลน์ สอนมือใหม่ หัดเล่นหุ้น เรียนจบได้ใบประกาศ   อันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ธอส. ร่วมกับ สปส. ช่วยชาวใต้ ปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมบ้าน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กระทรวงการคลัง ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ร่วมกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เดินหน้าช่วยเหลือ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 มีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ผ่านโครงการสินเชื่อซ่อมแซมหรือสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตนที่ประสบอุทกภัย 9 จังหวัดภาคใต้ คือ ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี อัตราดอกเบี้ย 5 ปีแรกเพียง 1.59% ต่อปี  ปีที่ 6 - 8 เท่ากับ MRR - 2.00% ต่อปี ปีที่ 9 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR - 0.50% ต่อปี   สำหรับผู้ที่ต้องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหายที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันตน วงเงินไม่เกินรายละ 500,000 บาท และผู้ที่ต้องการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยทดแทนที่อยู่เดิมที่ได้รับความเสียหายที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันตน วงเงินไม่เกินรายละ 2 ล้านบาท ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 40 ปี ผ่อนชำระเงินงวดต่ำสุดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 1,500 บาท ยื่นขอสินเชื่อได้ ที่สาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยผู้ประกันตนต้องขอหนังสือรับรองสถานะความเป็นผู้ประกันตนเพื่อนำมาประกอบการยื่นขอสินเชื่อด้วย   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   --------------------------------------------------------------------------

ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณากลั่นกรองเพื่อขึ้นนบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรอง ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ที่หลายคนกำลังมองหาความรัก แต่ "โจรปล้นใจออนไลน์" ก็กำลังจ้องหาเหยื่อเช่นกัน ล่าสุด ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC1441 เปิดเผยตัวเลขน่าตกใจว่า ในรอบปีที่ผ่านมา คนไทยถูกหลอกโดยมิจฉาชีพที่แอบอ้างมาจีบออนไลน์ จนสูญเงินไปกว่า 860 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงในรูปแบบ "Romance Scam" หรือ "การหลอกลวงด้วยความรัก"   จากข้อมูลศูนย์ AOC1441 เผยว่า ที่น่าตกใจคือ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุ 35-55 ปี มีการศึกษาและรายได้ดี แต่เหงาหรือโดดเดี่ยว ทำให้ถูกหลอกได้ง่าย บางรายโอนเงินให้คนรักออนไลน์ที่ไม่เคยพบหน้ากันเลย จนหมดตัว   สถานการณ์ปัจจุบัน กับตัวเลขที่น่าเป็นห่วง จากข้อมูลของศูนย์ AOC ระบุว่า - มีจำนวนผู้เสียหายมากกว่า 3,939 ราย ในรอบ 24 เดือน - มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 860 ล้านบาท - ช่องทางหลัก Facebook, Instagram - เหยื่อเป้าหมาย ผู้หญิง 35-55 ปี (78%), ผู้ชาย 40-60 ปี (22%) - โดยระยะเวลาเฉลี่ยที่ใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์ประมาณ 2-6 เดือน ก่อนขอเงิน   เปิดกลโกง เทคนิค "โจรปล้นใจ"  ขั้นตอนที่ 1 สร้างตัวตนปลอม (Fake Identity) มิจฉาชีพจะสร้างโปรไฟล์ปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ โดยมักแอบอ้างเป็น - ทหารอเมริกัน ประจำการในต่างประเทศ - วิศวกรชาวต่างชาติ ทำงานโครงการในต่างแดน - นักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จ - ผู้บริหารบริษัทข้ามชาติ เดินทางบ่อย - ใช้รูปภาพที่หล่อ/สวย ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต และสร้างเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจ   ขั้นตอนที่ 2 สร้างความสัมพันธ์ (Building Trust) - พูดคุยทุกวัน ส่งข้อความหวานๆ อย่างสม่ำเสมอ - โทรวิดีโอคอล (บางครั้งใช้ AI Deepfake หรือจ้างคนแสดง) - บอกว่า "รักจริง" และ "อยากแต่งงาน" - ส่งของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างความเชื่อใจ - ใช้เวลา 2-6 เดือน ค่อยๆ เข้าใกล้จนเหยื่อไว้ใจ   ขั้นตอนที่ 3 เริ่มขอเงิน (The Hook) เมื่อได้ใจแล้ว จะเริ่มขอเงินโดยใช้ข้ออ้างต่างๆ - "ป่วยกระทันหันต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องการเงินค่ารักษา" - "ส่งของขวัญราคาแพงมาให้ แต่ติดค่าภาษีศุลกากร" - "อยากบินมาหาที่ไทย แต่เงินไม่พอซื้อตั๋ว" - "โอกาสทางธุรกิจดีมาก แต่ต้องการเงินลงทุนก่อน" - "ลูกเกิดอุบัติเหตุ ต้องการเงินด่วน"   ขั้นตอนที่ 4 เพิ่มแรงกดดัน (Pressure) - สร้างความเร่งด่วน "ต้องโอนวันนี้ ไม่งั้นไม่ทัน" - ใช้อารมณ์ "ถ้าคุณรักฉันจริง ต้องช่วย" - ขู่ "ถ้าไม่ช่วย ฉันอาจตาย/เจ๊ง/หมดอนาคต" - หลอกต่อเนื่อง เมื่อโอนครั้งแรกแล้ว จะมีข้ออ้างใหม่มาขอเงินเพิ่ม   สัญญาณเตือน - วิธีสังเกต "โจรปล้นใจ" สัญญาณที่ 1 หล่อ/สวยเกินจริง - รูปในโปรไฟล์มีไม่กี่รูป และดูไม่เหมือนเป็นคนเดียวกัน - วิธีเช็ก เอารูปไปค้นหาใน Google Image Search   สัญญาณที่ 2 รวยและประสบความสำเร็จมาก - บอกว่าเป็นหมอ ทหาร วิศวกร นักธุรกิจระดับสูง - อยู่ต่างประเทศ หรือทำงานในพื้นที่ห่างไกล - มีเงินเยอะ แต่กลับมาขอเงินคุณภายหลัง (ไม่สมเหตุสมผล)   สัญญาณที่ 3 รักเร็ว จัดเต็ม - เพิ่งคุยกันได้ไม่นาน แต่บอกรัก บอกอยากแต่งงาน - พูดจาหวานเกินจริง เช่น "คุณคือหญิงในฝันของผม" - เร่งสร้างความสัมพันธ์อย่างรวดเร็ว   สัญญาณที่ 4 ไม่เคยพบหน้า หรือมีข้อแก้ตัวทุกครั้ง - นัดเจอตัวจริงแล้วผิดนัดบ่อยๆ โดยมีข้ออ้างต่างๆ - วิดีโอคอลไม่ชัด หรือทำได้แค่สั้นๆ   สัญญาณที่ 5 เริ่มขอเงิน - แม้มีข้ออ้างใดก็ตาม การขอเงินคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุด - หากรักจริง จะไม่ให้คุณเดือดร้อน   AOC แนะนำ หลัก 4 ข้อ ป้องกันตัวเองจากโจรปล้นใจ   1. ไม่โอนเงินให้คนที่ไม่เคยพบหน้า - ไม่ว่าเหตุผลจะดีแค่ไหน อย่าโอนเงินให้คนที่ไม่เคยเจอตัวจริง - หากรักจริง ให้พบหน้ากันก่อน และรอจนเข้าใจกันดีพอ 2. ตรวจสอบตัวตนให้แน่ชัด - เอารูปไปค้นหาใน Google Image - ขอวิดีโอคอลแบบสดๆ ไม่ใช่ที่อัดไว้ - ถามคำถามที่ทำให้รู้ว่าเป็นคนจริงหรือไม่ (ถามเรื่องท้องถิ่น เหตุการณ์ปัจจุบัน) 3. ปรึกษาคนรอบข้าง - เล่าให้เพื่อน ญาติฟัง - คนภายนอกมักมองเห็นสัญญาณเตือนได้ชัดกว่า 4. อย่าเชื่อคำสัญญาเรื่องเงิน - การลงทุนที่ได้กำไร 100% ไม่มีในโลก - หากมีโอกาสดีจริง ทำไมต้องมาชวนคนที่เพิ่งรู้จัก   เมื่อตกเป็นเหยื่อ ทำอย่างไร? - อันดับแรกหยุดโอนเงินทันที ไม่ว่าอีกฝ่ายจะบอกอะไรมา  - เก็บหลักฐานทั้งหมด ทั้งภาพหน้าจอการสนทนา, สลิปการโอนเงิน, รูปภาพที่ได้รับ, เลขบัญชีที่โอนเงินไป - โทรแจ้งศูนย์ AOC 1441 ทันที  - แจ้งธนาคารระงับบัญชีผู้รับเงิน    ทั้งนี้ ศูนย์ AOC ระบุว่า ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ Romance Scam มักมีจิตใจบอบช้ำรุนแรง ทั้งอับอาย โกรธตัวเอง และซึมเศร้า บางรายอาจคิดสั้น ดังนั้น การดูแลทางจิตใจหลังเหตุการณ์จึงสำคัญมาก ครอบครัวต้องให้กำลังใจและไม่ตำหนิ   อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือหลายคนอาย ไม่กล้าแจ้งความ ทำให้มิจฉาชีพได้ใจ และไปหาเหยื่อรายใหม่ต่อ จึงขอให้ผู้เสียหายกล้าออกมาแจ้งความ เพราะนั่นคือการช่วยคนอื่นๆ ด้วย   ดังนั้น หากคนที่อ้างว่ารักคุณ แต่กลับทำให้คุณต้องกู้เงิน ต้องขายทรัพย์สิน ต้องแบกภาระ นั่นไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการหลอกลวง ในวันวาเลนไทน์นี้ ขอให้ทุกคนเปิดใจรักได้ แต่เปิดกระเป๋าเงินด้วยสติ “ความรักที่แท้จริง ไม่ทำให้คุณเดือดร้อน ไม่บังคับ และไม่ขอเงิน”   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   -------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,011 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,695 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,684 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 10 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 32 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง M-Flow ส่ง SMS แจ้งประชาชนให้ตรวจสอบและชำระค่าปรับผ่านลิงก์ อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง รฟท. อนุมัติจ้างก่อสร้างรถไฟสายสีแดง 2 เส้นทาง อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 69 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.9 ริกเตอร์ ที่ ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. เปิดให้เหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ลงรายชื่อ ขอรับทรัพย์สินคืน ผ่านเพจ เกาะกระแสข่าว-News อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง เฟซบุ๊ก เรยา จันทรทรัพย์ เปิดรับแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย วีซ่าถูกต้องตามกฎหมายผ่านกระทรวงแรงงาน อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดหลักสูตรเรียนฟรี ทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้น ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Stock Learning Center อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กรุงไทย ยกเลิกแบล็กลิสต์ อายุ 20-65 ปี กู้ 500,000 บาท ผ่อนแค่ 6,500 ต่อเดือน ไม่ต้องมีคนค้ำ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “M-Flow ส่ง SMS แจ้งประชาชนให้ตรวจสอบและชำระค่าปรับผ่านลิงก์” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากกรมทางหลวง ไม่มีนโยบายส่ง SMS เพื่อแจ้งยอดค้างชำระหรือให้ชำระค่าปรับ  M-Flow โดยให้ประชาชนกดลิงก์ หรือชำระเงินผ่านลิงก์ใด ๆ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลปลอม ดังนั้นขอให้ประชาชนระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อกลลวงของมิจฉาชีพที่อาจสร้างความสับสนและความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.