Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

สงครามไม่ได้สร้างผลกระทบเพียงในสนามรบ แต่แผ่ขยายออกไปในระดับจิตวิทยาของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจและพฤติกรรมการบริโภค หนึ่งในกลไกที่ทรงพลังและถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “Supply Shock Exploitation” หรือการฉวยโอกาสจากภาวะที่ผู้คนเชื่อว่าสินค้ากำลังจะขาดแคลน   ความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับ อิหร่าน โดยเฉพาะในบริบทของเส้นทางพลังงานโลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นตัวอย่างชัดเจนของ “ตัวกระตุ้นความกลัวระดับโลก” เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมัน เมื่อใดก็ตามที่มีข่าวความไม่มั่นคง แม้ยังไม่เกิดเหตุจริง ผลกระทบทางจิตวิทยาก็เริ่มทำงานทันที ผู้คนไม่ได้รอให้ของขาดจริง แต่เริ่ม “เชื่อว่ามันกำลังจะขาด” และการเชื่อนั้นเองคือจุดเริ่มต้นของการถูกเอาเปรียบ   กลไกนี้ไม่ได้เริ่มจากการขาดแคลนสินค้า แต่เริ่มจาก “การรับรู้ถึงความเสี่ยง” เมื่อข่าวเกี่ยวกับความตึงเครียดถูกเผยแพร่ผ่านสื่อและโซเชียล ความกลัวจะถูกขยายอย่างรวดเร็วผ่านการตีความ การคาดการณ์ และการแชร์ต่อ ความไม่แน่นอนทำให้มนุษย์พยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นคือ “การซื้อก่อน” หรือ “การกักตุน” พฤติกรรมนี้สร้างภาพลวงของความขาดแคลนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนในที่สุดสิ่งที่เริ่มจากความกลัว กลายเป็นความจริงในเชิงพฤติกรรม   มิจฉาชีพเข้าใจวงจรนี้อย่างลึกซึ้ง พวกเขาไม่ได้รอให้ของหมด แต่สร้างเงื่อนไขให้ผู้คน “รู้สึกว่ากำลังจะหมด” แล้วเข้าไปเสนอทางออกในจังหวะที่เหยื่อกำลังอ่อนแอที่สุด ข้อเสนอเหล่านั้นมักมาในรูปแบบของ “โอกาสพิเศษ” เช่น การขายน้ำมันราคาถูกกว่าตลาด การเปิดพรีออเดอร์สินค้าล็อตสุดท้าย หรือการอ้างว่ามีช่องทางพิเศษในการเข้าถึงสินค้าก่อนที่ราคาจะพุ่งสูงขึ้น ทั้งหมดนี้ไม่ได้ขายสินค้าเป็นหลัก แต่ขาย “ความมั่นใจ” ว่าผู้ซื้อจะไม่ตกขบวน   สิ่งที่ทำให้กลไกนี้ทรงพลังยิ่งขึ้นคือการใช้ “เวลา” เป็นเครื่องมือ มิจฉาชีพมักสร้างความเร่งด่วน เช่น การจำกัดจำนวนสินค้า หรือการกำหนดเส้นตายในการตัดสินใจ เพื่อบีบให้เหยื่อไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรอบคอบ ในภาวะปกติ ผู้บริโภคอาจใช้เวลาเปรียบเทียบราคา ตรวจสอบแหล่งที่มา หรืออ่านรีวิว แต่ในภาวะที่เชื่อว่าของกำลังจะหมด ความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลจะถูกลดทอนลงอย่างมาก   นอกจากนี้ ยังมีการผูก “เรื่องเล่า” ของสแกมเมอร์เข้ากับเหตุการณ์จริงอย่างแนบเนียน ตัวอย่างเช่น การอ้างว่าการขนส่งสินค้าจะหยุดชะงักหากเกิดความไม่มั่นคงใน ช่องแคบฮอร์มุซ หรือการใช้คำว่า “ข้อมูลวงใน” เพื่อสร้างภาพลวงของความได้เปรียบทางข้อมูล เหยื่อจำนวนมากไม่ได้เชื่อเพราะข้อมูลนั้นถูกต้อง แต่เชื่อเพราะรู้สึกว่าตนเอง “รู้ก่อนคนอื่น” ซึ่งเป็นแรงจูงใจทางจิตวิทยาที่ทรงพลังมาก   เมื่อมองลึกลงไป จะเห็นว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกี่ยวกับสินค้าโดยตรง แต่เกี่ยวกับ “ความกลัวที่จะสูญเสียโอกาส” มนุษย์มีแนวโน้มที่จะกลัวการพลาดมากกว่าการเสียเงิน นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนมากยอมโอนเงินให้กับข้อเสนอที่ดูไม่สมเหตุสมผล เพียงเพราะไม่ต้องการอยู่ในสถานะที่ “ไม่มี” ในขณะที่คนอื่นมี   ในบริบทของประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้ยิ่งมีความน่ากังวล เนื่องจากสังคมมีการใช้โซเชียลมีเดียในระดับสูง และมีพฤติกรรมการแชร์ข้อมูลอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างละเอียด เมื่อข่าวเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างประเทศถูกนำมาเล่าในรูปแบบที่กระตุ้นอารมณ์ เช่น การคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะพุ่ง หรือสินค้าจะขาดตลาด ความกลัวจะถูกขยายในวงกว้าง และเปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้ามาแทรกตัวได้ง่ายขึ้น   แนวโน้มในอนาคตยิ่งน่าจับตามอง เมื่อเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกนำมาใช้ในการสร้างเนื้อหาที่สมจริง ไม่ว่าจะเป็นภาพสินค้าปลอม คลิปข่าวปลอม หรือแม้แต่เสียงของผู้เชี่ยวชาญปลอม การหลอกลวงจะไม่ใช่แค่การเสนอขายของที่ไม่มีอยู่จริง แต่จะเป็นการ “สร้างความจริงปลอม” ขึ้นมาทั้งระบบ เพื่อทำให้ผู้เสียหายเชื่อโดยไม่ตั้งคำถาม   ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ควรตระหนักคือ Supply Shock Exploitation ไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการโกง แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของมนุษย์ในยามวิกฤต มันไม่ได้ขายน้ำมัน ไม่ได้ขายอาหาร และไม่ได้ขายสินค้าใด ๆ อย่างแท้จริง แต่กำลังขาย “ความกลัวว่าจะไม่มีสิ่งเหล่านั้น” และเมื่อความกลัวนั้นเข้าครอบงำ การตัดสินใจที่ผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่เราคิด   ในโลกที่ข่าวสารเคลื่อนที่เร็วกว่าความจริง การตั้งคำถามอาจเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด เพราะบางครั้ง สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การขาดแคลนของจริง แต่คือการ “เชื่อว่ามันกำลังจะขาด” โดยไม่มีหลักฐานรองรับเลย ก่อนจะเชื่อ ก่อนจะโอน ก่อนจะถูกลวง หมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอ เพราะคุณ สามารถหยุดความสูญเสียได้ด้วยตัวของคุณเอง ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และหากใครได้รับผลจากการหลอกลวงแล้ว สามารถร้องเรียนภัยไซเบอร์แบบครบวงจร เพื่อช่วยระงับบัญชีมิจฉาชีพให้เร็วที่สุด โดยโทรมาที่สายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th ได้ตลอดเวลา   --------------------------------------------------------------

วันที่ 2 เมษายน 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี สถิติจังหวัดนนทบุรี และเจ้าหน้าที่กองงานดิจิทัลจังหวัด ร่วมนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมและเชื่อมโยงระบบ e-Office ภายใต้ GDCC แก่ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ณ ห้องงามวงศ์วาน ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี    ทั้งนี้ ระบบ e-Office ดังกล่าว เป็นรูปแบบซอฟต์แวร์บริการ (SaaS) บน GDCC เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยยกระดับการการดำเนินงานด้านเอกสารรูปแบบไร้กระดาษ (Paperless) รองรับการทำงานนอกสถานที่ (Work From Anywhere) ทำให้สามารถเสนอและลงนามเอกสารได้ทุกที่ ทุกเวลา สอดรับกับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีที่ให้หน่วยงานราชการ ดำเนินมาตรการ Work From Home เนื่องจากสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานในปัจจุบัน รวมถึงเพิ่มความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ ช่วยให้การบริการประชาชนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

วันที่ 2 เมษายน 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับพร้อมร่วมหารือ กับผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ในส่วนของแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัล และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องรับรองชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ประกาศรับสมัครข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรอง สำหรับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับต้น ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 3 เมษายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เป็นประธานร่วมในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) และพิธีเปิดโครงการจัดทำฐานข้อมูลการเกษตรบูรณาการและสถิติการเกษตรของประเทศ (One Data) โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจิรญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โถงชั้น 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   สำหรับพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) นี้ เป็นการลงนามระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดีอี โดยโครงการดังกล่าว เป็นการบูรณาการความร่วมมือ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลทางการเกษตรให้สามารถเข้าถึงข้อมูลสถิติการเกษตรที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรและด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการวางแผนและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน  

ดีอี ร่วมแสดงความยินดี วันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ครบรอบ 87 ปี   วันที่ 3 เมษายน 2569 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ครบรอบ 87 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี นางสาวศศิพัชร์ จ่างจรูญโรจน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ณ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ กรุงเทพฯ #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE

ดีอี เผยครึ่งปีงบ 69 ปิดกั้น URL พนันออนไลน์ แล้วกว่า 4.8 แสนรายการ   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวว่า ตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมาย   ล่าสุดกระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมาย ตามคำสั่งศาล และประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม ในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569 รวมเวลา 6 เดือนของปีงบประมาณ 2569 เป็นจำนวน 601,594 รายการ โดยแยกเป็นการปิดกั้นตามคำสั่งศาล จำนวน 571,605 รายการ และประสานงานแพลตฟอร์มทำการปิดกั้น (ประเภทหลอกลวง/พนันออนไลน์) จำนวน 29,989 รายการ ซึ่งในเดือนมีนาคม 2569 เดือนเดียว สามารถปิดกั้น URL ผิดกฎหมายได้มากถึง 144,854 รายการ (ตามคำสั่งศาล 134,132 รายการ/ ประสานงานแพลตฟอร์ม 10,722 รายการ)   สำหรับประเภทของการปิดกั้นในระยะเวลา 6 เดือน (ปีงบประมาณ 2569) พบว่า URL ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ มีการปิดกั้นมากที่สุดเป็นจำนวน 480,081 รายการ รองลงมาคือ URL ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 49,638 รายการ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 15,309 รายการ ซื้อ-ขายกัญชา จำนวน 10,099 รายการ ค้าประเวณี จำนวน 2,148 รายการ อาวุธปืน จำนวน 4,386 รายการ และอื่นๆ (บิดเบือน หลอกลวง หมิ่นสถาบัน hate speech อนาจาร ฯลฯ) จำนวน 9,944 รายการ   “กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมออนไลน์ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์ อย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้เทคโนโลยี AI จากโครงการตรวจจับและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยีบนเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ ขณะเดียวกันขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเผยแพร่เนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายบนสื่อดิจิทัล และโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการพนัน บุหรี่ไฟฟ้า และโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการหลอกลวงออนไลน์ต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคม” นายเวทางค์ กล่าว   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE   --------------------------------------------------------------

ดีอี เปิดงาน Responsible AI Innovation Hackathon : AI for Justice ขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมยุคใหม่ด้วย AI อย่างมีธรรมาภิบาล   วันที่ 3 เมษายน 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดพิธีปฐมนิเทศ และร่วมงาน Responsible AI Innovation Hackathon : AI for Justice ขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมยุคใหม่ด้วย AI อย่างมีธรรมาภิบาล ณ ห้องราชมณเฑียร โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ   โครงการดังกล่าว จัดโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพรอ.หรือ ETDA) โดยศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Center : AIGC) นำร่องภายใต้แนวคิด "AI for Justice" เพื่อส่งเสริมการพัฒนา AI ที่น่าเชื่อถือและปลอดภัย มุ่งยกระดับประสิทธิภาพและความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม โดยร่วมมือกับสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง TIJ ACADEMY และ Amazon Web Services เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE

วันที่ 3 เมษายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ คณะผู้แทนจากคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย Mr. Bai Songtao, Director General เพื่อร่วมหารือแนวทางความร่วมมือด้านดิจิทัล และด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม 0210 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม




นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 1 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,267 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,249 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,249 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 17 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง CAAT ร่วมกับ 6 สายการบิน ลดราคาตั๋วช่วงสงกรานต์ 15-30% เฉพาะ 11 เส้นทางในประเทศ   อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรุ๊ปเลือด AB เสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ สูงกว่าคนอื่น 3 เท่า   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดราคาสินค้ากว่า 1,000 รายการ   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดลงทะเบียนสินเชื่อ ยกเลิกบูโร ไม่ต้องค้ำ ผ่านบัญชี TikTok nuntawatsrichainat   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง สีปัสสาวะ สามารถบอกเพศลูกได้   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกใบทะเบียนพาณิชย์ให้กับ บริษัท เงินกู้ออนไลน์ส่วนบุคคลจำกัด   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. ให้โบรกเกอร์ที่ลงทะเบียนเทรดเดอร์มืออาชีพ ติดต่อประชาชนผ่านไลน์ เพื่อชักชวนให้เทรดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “CAAT ร่วมกับ 6 สายการบิน ลดราคาตั๋วช่วงสงกรานต์ 15-30% เฉพาะ 11 เส้นทางในประเทศ” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบกับ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กระทรวงคมนาคม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดย CAAT ได้ติดตามสถานการณ์ราคาบัตรโดยสารอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีความต้องการเดินทางสูง ซึ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 CAAT ได้ประสานความร่วมมือกับสายการบินในการเพิ่มจำนวนที่นั่งและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม    ทั้งนี้การเดินทางภายในประเทศระหว่างวันที่ 10-15 เมษายน 2569 CAAT ได้ประสานความร่วมมือกับ 6 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ส ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ และไทยเวียตเจ็ท เพื่อดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มปริมาณที่นั่งในเส้นทางที่มีความต้องการสูง โดยสายการบินทั้ง 6 สาย ได้ปรับลดราคาบัตรโดยสารลงร้อยละ 15-30 ใน 11 เส้นทางบิน (ไป-กลับ) ได้แก่ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-เชียงราย, กรุงเทพฯ-ภูเก็ต, กรุงเทพฯ-หาดใหญ่, กรุงเทพฯ-สมุย, กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช, กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี, กรุงเทพฯ-กระบี่, กรุงเทพฯ-ตรัง, กรุงเทพฯ-นราธิวาส และกรุงเทพฯ-ขอนแก่น รวมทั้งสิ้น 191 เที่ยวบิน คิดเป็นจำนวน 29,685 ที่นั่ง   จากการตรวจสอบราคาบัตรโดยสารของ CAAT ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่า บัตรโดยสารในระดับราคาต่ำถูกจำหน่ายไปเกือบทั้งหมดจากความต้องการเดินทางที่สูง ขณะที่หลังช่วงเทศกาลในปลายเดือนเมษายน ราคามีแนวโน้มปรับลดลงตามความต้องการที่ลดลง ทั้งนี้ มาตรการที่ดำเนินการในครั้งนี้เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบิน เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก เพียงพอ และปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญ   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   --------------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 2 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,167 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,200 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,200 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 26 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ปตท. เปิดตัว “บริการเติมเอง (Self Serve)” สั่ง-เติม-ชำระเงิน ผ่านแอปฯ บลูพลัส อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ปรับขึ้นค่าไฟงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง สหรัฐฯ ยกเว้นภาษีนำเข้าแป้งมันสำปะหลัง เป็นเวลา 150 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. - 24 ก.ค. 69 อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กรมการจัดหางานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับสมัครคนแพ็กสินค้า ผ่านเพจ สร้างงานบ้านไทย อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ออมสิน เปิดลงทะเบียนเงินช่วยเหลือ ยืม 200,000 บาท ผ่อน 4,333 บาท ต่อเดือน ผ่านบัญชี TikTok ชื่อ bank.hsb.online อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. เปิดเว็บไซต์ให้บริการด้านการลงทุนต่าง ๆ แก่ประชาชน อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับสมัครตัวแทนพับถุงกาแฟทำงานที่บ้าน ผ่านเพจ ศูนย์รวมงานคุณภาพ อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลประกาศรายละเอียดคนละครึ่งพลัสเวอร์ชันใหม่แล้ว สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ปตท. เปิดตัว “บริการเติมเอง (Self Serve)” สั่ง-เติม-ชำระเงิน ผ่านแอปฯ บลูพลัส” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยบริษัท ปตท. นํ้ามันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) หรือ OR ได้ยกระดับการบริการนํ้ามันเชื้อเพลิงในยุคดิจิทัล ด้วย “บริการเติมเอง (Self Serve)” ณ พีทีที สเตชั่น สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ทั้งนี้บริการเติมเอง (Self Serve) จะช่วยลดระยะเวลาการรอคิวของผู้เข้าใช้บริการ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน (Peak Hours) หรือช่วงที่มีความหนาแน่นสูง และมอบส่วนลดทันที 40 สตางค์ต่อลิตร สําหรับนํ้ามันทุกประเภท โดยมีจุดเด่นได้แก่ 1. ความคุ้มค่าสูงสุด (Cost Efficiency) ด้วยส่วนลดพิเศษ 40 ส.ต./ลิตร สําหรับการเติมนํ้ามันทุกชนิด โดยไม่มีการกําหนดเพดานยอดเติมขั้นตํ่า 2. ความสะดวกและรวดเร็ว (Operational Excellence) ด้วยการออกแบบกระบวนการใช้งานที่เรียบง่ายผ่านแอปฯ blueplus+ ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเติมนํ้ามันและเดินทางต่อได้ทันที3. นวัตกรรมอัจฉริยะ (Seamless Digital Experience) บูรณาการระบบชําระเงินดิจิทัลผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตบนแพลตฟอร์มที่มีความปลอดภัยสูง พร้อมระบบสะสมคะแนนบลูพลัส (blueplus+) อัตโนมัติจากยอดค่าใช้จ่ายจริงหลังหักส่วนลด อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 3 เมษายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,223 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,860 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,857 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 31 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก Pongsapak Anansapcharoen เปิดรับคนไปทำงานที่โรงงานแพ็กส้ม ประเทศออสเตรเลีย ผ่านกระทรวงแรงงาน อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ธปท. ออกธนบัตรชนิดราคา 100 บาท รุ่นใหม่ สีคล้ายกับธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง กรมทางหลวงแจ้งยอดชำระค่าผ่านทางด่วน ผ่าน SMSEngagement : 1,119 อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง สหรัฐฯ ประกาศชัยชนะ ยุติสงครามอีก 2 สัปดาห์ เพราะอิหร่านยอมจำนนแล้ว อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง การเดินเร็วเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 30 นาที ช่วยลดไขมันพอกตับได้ อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่แบบถูกกฎหมาย ผ่าน TikTok บัญชี user1393570710261 อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดให้ลงทะเบียนรับเงินคืนจากมิจฉาชีพ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Rianna Elizabeth Brittany สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “เพจเฟซบุ๊ก Pongsapak Anansapcharoen เปิดรับคนไปทำงานที่โรงงานแพ็กส้ม ประเทศออสเตรเลีย” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของเพจเฟซบุ๊กข้างต้น ที่ได้โพสต์รับสมัครคนไปทำงานแพ็กส้มที่ประเทศออสเตรเลีย โดยอ้างว่า ถูกต้องตามกฎหมายผ่านกระทรวงแรงงานนั้น ทั้งนี้กรมการจัดหางาน ระบุว่า ผู้ประกาศรับสมัครงานดังกล่าว ไม่ได้ยื่นเอกสารสำคัญ เช่น Demand Letter หรือหนังสือมอบอำนาจจากนายจ้างในต่างประเทศ จึงไม่สามารถโฆษณาจัดหางานได้ และถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดหางานฯ และเข้าข่ายหลอกลวงให้ผู้พบเห็นหลงเชื่อ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.