Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


วันที่ 5 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายพรชัย หอมชื่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มงานยุทธศาสตร์และความมั่นคง) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี ร่วมกิจกรรม "สุรินทร์รุ่งเรือง สู่เมืองเกษตรอินทรีย์ด้วยดิจิทัล" (AgriNext Surin: Future of Organic Farming) โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพี่น้องประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับเด็ก นักเรียน และชุมชนในพื้นที่อีสาน พร้อมสนับสนุนภาคการเกษตรให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล ณ โรงเรียนศีขรภูมิพิสัย อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์  

วันที่ 5 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายพรชัย หอมชื่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ (กลุ่มงานกิจการสาขา) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (depa) และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี ร่วมกิจกรรม "สุรินทร์รุ่งเรือง สู่เมืองเกษตรอินทรีย์ด้วยดิจิทัล" (AgriNext Surin: Future of Organic Farming) ณ โรงเรียนศีขรภูมิพิสัย อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพี่น้องประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับเด็ก นักเรียน และชุมชนในพื้นที่อีสาน พร้อมสนับสนุนภาคการเกษตรให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล   รมว.ดีอี กล่าวว่า กิจกรรม "สุรินทร์รุ่งเรือง สู่เมืองเกษตรอินทรีย์ด้วยดิจิทัล" (AgriNext Surin: Future of Organic Farming) เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างดีป้า และภาคีเครือข่าย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงดีอี ในการยกระดับภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยี นวัตกรรม และเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรท้องถิ่นสามารถเข้าถึงวิถีการเกษตรสมัยใหม่ ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น IoT การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และระบบจัดการเกษตรอัจฉริยะเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต รักษาคุณภาพของผลผลิตอินทรีย์    ทั้งนี้จากการที่สภาวะภูมิอากาศทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลง ฝนฟ้าตกไม่ตรงตามฤดูกาล หนึ่งในภารกิจสำคัญของกระทรวงดีอี คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการเรื่องดิน น้ำ อากาศ ผ่านแนวทาง ‘Smart Farming’ เพื่อช่วยลดต้นทุนและลดการใช้แรงงาน โดยให้เทคโนโลยีเข้ามาเติมเต็ม เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับเกษตรกรท้องถิ่น พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดดิจิทัล ช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ และระบบการชำระเงินดิจิทัล ให้สามารถขยายช่องทางการขายและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของตนเอง ซึ่งเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือช่วยให้คนทำงานได้เร็วขึ้น จะช่วยให้สุรินทร์กลายเป็นต้นแบบศูนย์กลางของเกษตรอินทรีย์ดิจิทัลในภูมิภาค และเป็นแบบอย่างให้พื้นที่อื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทั่วประเทศ    ขณะเดียวกัน ตนยังได้มีโอกาสเยี่ยมชมการเรียนการสอนและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของนักเรียน ในโครงการ “ห้องเรียน Coding” เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้า และแนวทางการส่งเสริมการศึกษาด้านเทคโนโลยีและการเขียนโปรแกรมในระดับพื้นฐาน ตั้งแต่การเรียนรู้โปรแกรมมิ่ง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ความรู้ดิจิทัลในชีวิตประจำวัน    สำหรับโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับเด็กในชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และการอบรมเพิ่มเติมในชุมชน เพื่อให้เด็ก นักเรียน และประชาชนมีพื้นฐานทักษะ Coding และความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งการพัฒนาทักษะด้าน Coding และ Digital Literacy ของเด็ก นักเรียน นักศึกษา เป็นอีกภารกิจที่ความสำคัญของกระทรวงดีอี โดยโรงเรียนศีขรภูมิพิสัย เป็นตัวอย่างของความพยายามในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชน เพื่อพัฒนาเป็นกำลังสำคัญที่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในอนาคต    "กระทรวงดีอี มีภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัลให้กับคนไทย เตรียมความพร้อมรับการแข่งขันทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล รวมทั้งยกระดับภาคการเกษตรด้วยดิจิทัลให้เป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและมีมูลค่า หน้าที่ของกระทรวงดีอี คือการทำให้เทคโนโลยีเข้าใจง่าย คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย และใช้งานได้จริง ดิจิทัลไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราในแทบทุกมิติ การมาของ AI ไม่ใช่มาเพื่อแย่งงานมนุษย์ แต่เป็นเครื่องมือให้เราเดินได้เร็วขึ้นกว่าเดิม การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะรู้จักกระทรวงดีอีมากยิ่งขึ้น ซึ่งพวกเราพร้อมทำงานอย่างเต็มที่สุดความสามารถ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการ TH-AI Passport ที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ และใช้งานได้จริง เราพร้อมจะจับมือเดินไปด้วยกัน เพื่อก้าวข้ามไปสู่ยุคใหม่ อย่างกล้าหาญ มีสติ และคุ้มค่าที่สุด " รมว.ดีอี กล่าวในตอนท้าย   -------------------------------------------------------------------------------------  

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสาทำความดีเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ชื่อ “ดีอีร่วมใจ รักชายหาด จิตอาสา ทำความดีด้วยใจ” ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบกฯ (บางปู) จังหวัดสมุทรปราการ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อ: ปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรมจริยธรรม: ส่งเสริมให้ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงดีอี มีจิตสาธารณะ เสียสละ และร่วมมือร่วมใจทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ: สร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของระบบนิเวศชายฝั่งและป่าชายเลน ตลอดจนฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบริเวณชายหาดบางปูให้มีความสะอาดสวยงามอย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม: สอดรับกับมาตรการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการมีส่วนร่วมของบุคลากรภาครัฐในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) กิจกรรมดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ด้วยความเรียบร้อย โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่จิตอาสา ซึ่งร่วมกันเก็บขยะปรับปรุงภูมิทัศน์และเรียนรู้ระบบนิเวศชายฝั่ง เพื่อนำแนวคิดการรักษาสิ่งแวดล้อมไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานต่อไป

วันที่ 7 กันยายน 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดกิจกรรมขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม ผ่านคุณธรรมจริยธรรม และมาตรฐานทางจริยธรรมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรในสังกัดยึดมั่นในหลักความซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย และประพฤติตนตามมาตรฐานจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของกระทรวงดีอี ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   สำหรับกระทรวงดีอี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักของคณะกรรมการนโยบายด้านดิจิทัล (DPC) โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประสานงาน เพื่อจัดทำคำตอบของประเทศไทยต่อ OECD DPC Questionnaire ทั้งการบริหารจัดการภาพรวม ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมตรวจสอบและจัดทำคำตอบ ตามสิ่งที่ OECD ต้องการประเมินสำหรับการเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งจะมีการประเมินที่ครอบคลุมกรอบกฎหมาย นโยบาย การกำกับดูแล และการบังคับใช้ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล

วันที่ 7 กันยายน 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีร่วมกับ นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในการเปิดใช้งานระบบ e-Office (เอกสารอิเล็กทรอนิกส์) ภายใต้คลาวด์กลาง GDCC  อย่างเป็นทางการ  เพื่อยกระดับการทำงานของกระทรวงและหน่วยงานสังกัดเข้าสู่ยุคดิจิทัล ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 อาคารกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมล้อม   ในโอกาสนี้ นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวเปิดการใช้งานระบบ e-Office ของ ทส. ในตอนหนึ่งว่า ระบบ e-Office จะช่วยให้การบริหารจัดการเอกสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกขึ้น ลดเอกสารกระดาษ และเพิ่มความเร็วในการปฏิบัติราชการ ซึ่งการเปิดใช้ e-Office ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของกระทรวงในการเข้าสู่ยุคดิจิทัล   ขณะที่ นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดีอี ได้กล่าวเสริมว่า การขับเคลื่อนระบบ e-Office ภายใต้โครงการ GDCC เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของกระทรวงดีอี เพื่อพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มกลางด้านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ การที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมใช้ระบบนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐในการยกระดับการทำงานสู่ดิจิทัล   สำหรับระบบ e-Office ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาครัฐไทย ด้วยขนาดของการใช้งานที่ขยายตัวอย่างกว้างขวาง โดยระบบ e-Office ได้รับการออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ซึ่งรองรับกระบวนการทั้งหมดในการจัดทำ เสนอ พิจารณา ลงนาม รับส่ง และจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ระบบยังสามารถเชื่อมโยงและส่งเอกสารตรวจสอบไปยังระบบ e-Audit ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง) ได้โดยตรง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเอกสารในระดับชาติ    ในปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐ 4,176 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ส่วนกลาง จังหวัด ไปจนถึงส่วนภูมิภาค ที่ใช้งานระบบนี้ และมีผู้ใช้งานจริงกว่า 501,000 คน ขณะที่อยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมมากกว่า 1.49 ล้านบัญชี

วันที่ 7 กันยายน 2569 ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมประชุมเตรียมการในคณะทำงานบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลด้านการท่องเที่ยว เพื่อหารือแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ ณ ห้องประชุม 10/10 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบออนไลน์


วันที่ 7 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเฉพาะด้านการขับเคลื่อนแผนด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569  โดยมีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE ผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)   ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการ ฯ ได้ประชุมติดตามสถานการณ์พัฒนาด้าน AI ของประเทศไทย สถานะของ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. .... การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีคณะทำงานจำนวน 12 ชุด รวมทั้งร่างแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ    ขณะเดียวกันที่ประชุมได้ขอให้มีการเพิ่มกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางด้านเศรษฐกิจ งบประมาณ รวมทั้งนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ต้องขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความสอดคล้อง และกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งหากประเทศไทยประกาศแผนการขับเคลื่อน AI จะต้องอาศัยการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อการขับเคลื่อนที่ควบคู่ไปกับสถานการณ์ของโลก ให้อยู่ในคณะกรรมการฯ ชุดนี้ด้วย    นอกจากนี้ยังมีมติให้มีการพิจารณาการปรับโครงสร้างของ ร่าง พ.ร.บ. ที่จะต้องมีความยืดหยุ่น และต้องครอบคลุมและก้าวทันตามเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา   รมว.ดีอี กล่าวในตอนหนึ่งของการประชุมว่า เรื่อง AI ไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ประชาชน ที่ส่งผลต่ออนาคตของประเทศไทย ดังนั้นการขับเคลื่อนการใช้งาน AI จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้ความปลอดภัย และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

วันที่ 7 กันยายน 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมประชุมการขับเคลื่อน e-Office ระดับจังหวัด ภายใต้คลาวด์กลางภาครัฐ GDCC และการตรวจสอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กระทรวงดีอี สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล นายคณพศ หงสาวรางกูร รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน นายณัฏฐา พาชัยยุทร รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ    ในการประชุมครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับการใช้งานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Office ภายใต้คลาวด์กลางภาครัฐ โดยตั้งเป้าหมายผู้ใช้งาน 3 ล้านบัญชี ในความร่วมมือนี้ กระทรวงดีอี ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการให้บริการระบบแบบให้เปล่าพร้อมติดตามสถิติการใช้งานผ่าน Dashboard ในขณะที่ สตง. เตรียมประกาศนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่การตรวจสอบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auditing) อย่างเต็มรูปแบบภายใน 3 ปี โดยจะไม่รับเอกสารกระดาษในการตรวจสอบอีกต่อไปหากไม่มีความจำเป็นที่แท้จริง   การขับเคลื่อนในครั้งนี้มุ่งเน้นที่ "คุณภาพของการใช้งานจริง" มากกว่าเพียงแค่จำนวนผู้ลงทะเบียน โดย ก.พ.ร. จะติดตามสัดส่วนการสร้างเอกสารดิจิทัลเทียบกับเอกสารกระดาษ เพื่อป้องกันปัญหาหน่วยงานที่มีระบบแต่ไม่นำมาปฏิบัติจริง พร้อมกันนี้ สตง. จะใช้มาตรการเฝ้าระวังความเสี่ยง (Red Flag) กับหน่วยงานที่หลีกเลี่ยงการปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลโดยไม่มีเหตุผลอันควร การผสานพลังของทั้งสามหน่วยงานที่มีทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง การตรวจสอบที่เข้มงวด และนโยบายการผลักดันที่ชัดเจน จะช่วยลดข้ออ้างในการทำงานด้วยกระดาษ และเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานของภาครัฐไทยให้ก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

ดีอี หารือ เอไอเอส มุ่งยกระดับสร้างโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยี ลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลให้ ปชช.   วันที่ 7 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ร่วมการประชุมหารือเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล พร้อมสร้างโอกาสการเข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีให้กับประชาชน กับ นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) นายเลิศชัย กดทรัพย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจโมบาย และนายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และผู้ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม 1101 ชั้น 11 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   สำหรับประเด็นสำคัญของการหารือในครั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้ร่วมหารือการขับเคลื่อนแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน ในการลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และการสร้างโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยี ผ่านระบบการสื่อสารโทรคมนาคม เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันให้กับประชาชน   

ตลอดสองสามปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงคำว่า “บัญชีม้า” คนไทยแทบทุกคนคงเคยได้ยินการแบ่งระดับด้วยสีที่ฟังดูเหมือนสัญญาณไฟจราจรฉบับขยาย ตั้งแต่ “ม้าน้ำตาลอ่อน” บัญชีที่ธนาคารเริ่มสงสัยเพราะพฤติกรรมการทำธุรกรรมผิดปกติเล็กน้อย ไล่ระดับขึ้นไปเป็น “ม้าน้ำตาลเข้ม” ที่ธนาคารมั่นใจมากขึ้น ต่อด้วย “ม้าเทาอ่อน” กรณีมีผู้เสียหายร้องเรียนแต่ยังไม่ได้แจ้งความอย่างเป็นทางการ ยกระดับไปเป็น “ม้าเทาเข้ม” เมื่อผู้เสียหายแจ้งความแล้วและอยู่ในเส้นทางการเงินที่ชัดเจน และท้ายที่สุดคือ “ม้าดำ” บัญชีที่ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ   ระบบม้า 5 สีนี้ถูกออกแบบมาด้วยเจตนาที่ดี คือต้องการแบ่งระดับความเสี่ยงให้ละเอียด เพื่อให้การอายัดบัญชีมีความรัดกุมและได้สัดส่วนกับความเสียหายจริง แต่ปัญหาที่ตามมาคือ แต่ละสีมี “เจ้าภาพ” คนละหน่วยงาน ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินดูแลม้าน้ำตาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติดูแลม้าเทา ส่วน ปปง. ดูแลม้าดำ เมื่อแต่ละหน่วยงานถือข้อมูลคนละชุด ไม่ได้เชื่อมโยงกันแบบทันที (real-time) อย่างสมบูรณ์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมจึงมีอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งคือความล่าช้าในการอายัดบัญชีของมิจฉาชีพตัวจริง ทำให้เงินของผู้เสียหายถูกโอนต่อไปยังบัญชีปลายทางอื่นก่อนที่หน่วยงานจะตามทัน และอีกด้านหนึ่งซึ่งสร้างความเดือดร้อนไม่น้อยไปกว่ากันคือ ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนหนึ่งถูก “ลูกหลง” บัญชีถูกล็อกโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะเข้าเกณฑ์ต้องสงสัยของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทั้งที่ไม่เคยมีเจตนาเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมใด ๆ เลย การจะขอปลดบัญชีก็ต้องวิ่งเรื่องติดต่อหลายหน่วยงานตามแต่ว่าตนเองติด “สี” ไหน สร้างความสับสนทั้งกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเอง   จุดเปลี่ยนสำคัญ เริ่มต้นจากประกาศ ศปอท. ฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569   เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ได้ลงนามประกาศหลักเกณฑ์ฉบับใหม่ว่าด้วยการประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกาศฉบับนี้ให้ยกเลิกประกาศเดิม 2 ฉบับที่เคยใช้บังคับมาตั้งแต่ต้นปี และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา   หัวใจสำคัญของประกาศฉบับนี้คือการ รวมศูนย์การพิจารณา ประกาศ และเผยแพร่รายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีไว้ที่ ศปอท. เพียงหน่วยงานเดียว ผ่านระบบกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง แทนที่จะให้แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างประกาศเหมือนที่ผ่านมา กล่าวอย่างง่ายคือ ต่อไปนี้จะไม่มีคำว่า “ม้าน้ำตาล ม้าเทา ม้าดำ” ที่แยกกันดูแลอีกต่อไป แต่จะเหลือเพียงสถานะเดียวคือ “รายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ที่ประกาศผ่านระบบของ ศปอท. เท่านั้น   ประกาศฉบับนี้วางเกณฑ์การพิจารณาไว้อย่างชัดเจนในข้อ 7 ว่าบุคคลที่จะถูกขึ้นบัญชีต้องเข้าลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดใน 3 กรณี ได้แก่  1. เป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความผิดด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยตรง  2. เป็นบุคคลที่ถูกระงับการทำธุรกรรมตามพระราชกำหนดฯ และมีพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ และ  3. เป็นบุคคลที่มีพฤติการณ์อื่นตามที่ ศปอท. จะประกาศกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งเปิดช่องให้ปรับปรุงเกณฑ์ให้ทันกับกลโกงรูปแบบใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง   ในทางกลับกัน ประกาศฉบับนี้ก็ไม่ได้ลืมสิทธิของประชาชนที่อาจถูกอายัดบัญชีโดยผิดพลาด โดยข้อ 8 กำหนดเกณฑ์การเพิกถอนรายชื่อไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าบุคคลนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หรือไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคืนเงินให้ผู้เสียหายตามที่กฎหมายกำหนด หรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่หากไม่รีบเพิกถอนจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงจนยากจะเยียวยา ก็สามารถดำเนินการเพิกถอนรายชื่อออกจากระบบได้ทันที ไม่ต้องรอกระบวนการยืดยาวข้ามหน่วยงานเหมือนในอดีต   รายละเอียดที่ประชาชนควรรู้ เมื่อมีการกำหนดอายุรายชื่อที่ต้องจัดเก็บ 3 ปี และช่วงเปลี่ยนผ่าน   อีกประเด็นที่น่าสนใจในประกาศฉบับนี้คือการกำหนด “อายุ” ของรายชื่อ ไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อบุคคลใดถูกนำรายชื่อเข้าสู่ระบบแล้ว รายชื่อนั้นจะมีผลอยู่เป็นระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันที่นำเข้าสู่ระบบ และหากยังพบพฤติการณ์ผิดปกติต่อเนื่อง ศปอท. สามารถพิจารณาประกาศรายชื่อบุคคลนั้นต่อไปได้อีกคราวละไม่เกิน 3 ปี โดยต้องดำเนินการก่อนครบกำหนดเดิมไม่น้อยกว่า 90 วัน และต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่ายังมีเหตุอันสมควรอยู่จริง ไม่ใช่การต่ออายุอัตโนมัติแบบไม่มีการทบทวน   สำหรับบุคคลที่เคยถูกขึ้นบัญชีเป็น “ม้าเทาเข้ม” หรือ “ม้าเทาอ่อน” ภายใต้ระบบเดิมอยู่ก่อนแล้ว ประกาศฉบับนี้ได้วางบทเฉพาะกาลรองรับไว้ โดยให้ถือว่ารายชื่อดังกล่าวเป็นรายชื่อบุคคลตามหลักเกณฑ์ใหม่โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด แต่จะเริ่มนับอายุ 3 ปีใหม่นับแต่วันที่มีการนำรายชื่อเข้าสู่ระบบใหม่นี้ เพื่อไม่ให้เกิดรายชื่อซ้ำซ้อนหรือรายชื่อที่ตกค้างอยู่ในระบบเก่าโดยไม่มีสถานะรองรับ ส่วนกรณีที่หน่วยงานใดกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาประกาศหรือเพิกถอนรายชื่อก่อนที่ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ให้ดำเนินการต่อไปภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่นี้เช่นกัน   การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดระเบียบงานเอกสารภายในหน่วยงานราชการ แต่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของประชาชนใน 3 มิติสำคัญ   มิติแรก ความเร็วในการสกัดกั้นมิจฉาชีพ เมื่อสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจทุกรายอ้างอิงรายชื่อจากฐานข้อมูลกลางเพียงชุดเดียว การอายัดบัญชีของขบวนการหลอกลวงจะทำได้รวดเร็วขึ้น ลดโอกาสที่เงินของผู้เสียหายจะถูกโอนต่อไปยังบัญชีปลายทางอื่นก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตามทัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ภายใต้ระบบเดิมที่ข้อมูลกระจัดกระจาย   มิติที่สอง ความเป็นธรรมต่อผู้บริสุทธิ์ เมื่อมีเกณฑ์การพิจารณาและเพิกถอนที่ชัดเจนอยู่ในประกาศฉบับเดียว ประชาชนที่ถูกอายัดบัญชีโดยผิดพลาดจะมีช่องทางที่ชัดเจนขึ้นในการยื่นเรื่องขอเพิกถอนรายชื่อ ไม่ต้องสับสนว่าต้องติดต่อหน่วยงานใดตามแต่ละ “สี” เหมือนในอดีต   มิติที่สาม ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การกำหนดอายุรายชื่อไว้ชัดเจนที่ 3 ปี พร้อมเงื่อนไขการต่ออายุที่ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับ ช่วยป้องกันไม่ให้มีรายชื่อบุคคลค้างอยู่ในระบบแบบไม่มีวันสิ้นสุดโดยไม่มีการทบทวน ซึ่งเป็นหลักการที่สอดคล้องกับความเป็นธรรมทั้งต่อผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา   แม้ระบบดีขึ้น แต่การป้องกันตัวเองยังคงสำคัญที่สุด   แม้ระบบหลังบ้านของภาครัฐจะรัดกุมและรวดเร็วขึ้นเพียงใด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ AOC 1441 ขอย้ำเตือนพี่น้องประชาชนว่าแนวทางป้องกันตัวเองยังคงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุด ดังคำแนะนำต่อไปนี้   1. อย่าให้ยืมหรือรับจ้างเปิดบัญชีธนาคารให้บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จักหรือคนแปลกหน้าที่ติดต่อผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการกลายเป็น “บัญชีม้า” โดยไม่รู้ตัว และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้แม้จะอ้างว่าไม่มีเจตนา 2. ตรวจสอบก่อนโอนทุกครั้ง หากมีผู้ชักชวนลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ หรืออ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ให้โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัว ควรตรวจสอบผ่านช่องทางที่เป็นทางการก่อนทุกครั้ง   และหากตกเป็นผู้เสียหายจากมิจฉาชีพ ควรแจ้งความและแจ้งธนาคารโดยเร็วที่สุด ผ่านสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะยิ่งดำเนินการเร็วเท่าไร โอกาสในการติดตามและอายัดเงินคืนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น   การรวมศูนย์ข้อมูลครั้งนี้คือก้าวสำคัญของภาครัฐในการปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพเคยอาศัยความล่าช้าและความไม่เชื่อมโยงของหน่วยงานต่าง ๆ แสวงหาประโยชน์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดยังคงเป็น “สติ” ของประชาชนทุกคนที่ต้องรู้เท่าทันกลโกง และไม่หลงเชื่อคำชักชวนที่ฟังดูดีเกินจริง   ---------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC)  เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 6 กันยายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 106,028 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 10,316 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 10,315 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 17 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 7 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พาสปอร์ตที่มี ตรา ตม.ไทย ระบุข้อความ ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศไทยตลอดชีวิต   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ทหารกัมพูชาเหยียบกับดักตะปูเรือใบ ที่ทหารไทยเป็นคนวาง   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้กองสลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ครม. อนุมัติโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครองอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดเว็บไซต์ m.blffinanc ปล่อยกู้สินเชื่อส่วนบุคคล   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.กรุงเทพ ให้ยืม 5 หมื่นบาท ผ่อนจ่ายเดือนละ 1,400 บ. ไม่ต้องค้ำ ผ่านเว็บไซต์ khao-d.com/archives/33   อันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน เรื่อง เฮลิคอปเตอร์กองทัพอากาศไทย บินล้ำเข้าไปในน่านฟ้ากัมพูชา   สำหรับข่าวที่น่าสนใจ คือเรื่อง “ธนาคารออมสิน เปิดเว็บไซต์ m.blffinanc ปล่อยกู้สินเชื่อส่วนบุคคล” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง พบว่าเป็น “ข่าวปลอม” โดยเว็บไซต์ดังกล่าว เป็น “เว็บไซต์ปลอม” ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น โดยแอบอ้างเป็น ธนาคารออมสิน เปิดให้บริการสินเชื่อออนไลน์ โดยใช้ข้อความเชิญชวน เช่น “ให้กู้สูงสุด 5 เท่าของรายได้” พร้อมแสดงตราสัญลักษณ์ของธนาคารออมสินและสถาบันการเงินอื่น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หลอกให้ผู้สนใจกรอกข้อมูลเพื่อยื่นกู้   ทั้งนี้การนำตราสัญลักษณ์ธนาคารออมสินมาใช้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นบริการสินเชื่อที่ได้รับการรับรองจากธนาคาร ดังนั้นประชาชนควรตรวจสอบแหล่งที่มาและช่องทางทางการของสถาบันการเงินก่อนให้ข้อมูลหรือสมัครสินเชื่อออนไลน์   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ -------------------------------------------------------------------

วันที่ 8 กันยายน 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ในการบูรณาการข้อมูลและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งเน้นวางแนวทางการยกระดับการแบ่งปันข้อมูลเพื่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีหน่วยงานในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13 และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/05 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบออนไลน์

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.