Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 11 กันยายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการสื่อสารทางยุทธการและสัญญาณการสื่อสาร บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 โดยมีผู้บริหารกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 0203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อหารือแนวทางเสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายสื่อสารในพื้นที่ชายแดน ให้พร้อมรองรับสถานการณ์ทุกรูปแบบ   การประชุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อจำกัดที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนเผชิญมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะสัญญาณโทรศัพท์ที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึงในหลายจุด และช่องว่างการประสานงานระหว่างภาคประชาชน หน่วยงานรัฐ และกำลังพลในพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อความรวดเร็วในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ประชุมจึงร่วมกันวางแนวทางพัฒนาระบบสื่อสารที่เชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน   นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า พื้นที่ชายแดนคือจุดที่พิสูจน์ชัดที่สุดว่าสัญญาณสื่อสารไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่คือเส้นเลือดของความปลอดภัย เมื่อสัญญาณขาด การประสานงานก็สะดุดตามไปด้วย และในภาวะวิกฤตแม้เพียงไม่กี่นาทีที่ติดต่อกันไม่ได้ ก็อาจสร้างความเสียหายได้มหาศาล กระทรวงดีอี จึงมองภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่คือการเติมเต็มจุดที่ยังเป็นช่องโหว่ ให้กำลังพลในพื้นที่ รวมไปถึงประชาชนสามารถสื่อสารถึงกันได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะปกติหรือสถานการณ์เร่งด่วน   ทั้งนี้ แนวทางที่หารือร่วมกันมุ่งพัฒนาระบบวิทยุสื่อสารความปลอดภัยสูง ที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างกำลังทหารในพื้นที่ชายแดนกับภาคประชาชน ทั้งฝ่ายปกครอง อปท. สาธารณสุข ตำรวจ และอาสาสมัครในพื้นที่ ให้สามารถสื่อสารผ่านช่องทางเดียวกันได้อย่างปลอดภัยผ่านการเข้ารหัสความปลอดภัย ครอบคลุมพื้นที่อับสัญญาณที่โทรศัพท์เข้าไม่ถึง โดย รมช.ดีอี ระบุว่า ระบบดังกล่าวจะช่วยร่นระยะเวลาการประสานงาน ลดความสูญเสียที่อาจเกิดจากความล่าช้าในการสื่อสาร และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนว่าจะได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์   นอกจากมิติด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่แล้ว รมช.ดีอี ยังกล่าวเสริมว่า การวางโครงข่ายสื่อสารที่มั่นคงและตรวจสอบได้ในพื้นที่ชายแดน ยังมีนัยสำคัญอีกด้าน คือการปิดช่องว่างที่เครือข่ายมิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์มักอาศัยความไม่ครอบคลุมของสัญญาณตามแนวชายแดนเป็นช่องทางแทรกซึม ลักลอบใช้สัญญาณหรืออุปกรณ์เถื่อน เพื่อใช้ในการหลอกลวงประชาชน เมื่อโครงข่ายหลักมีความมั่นคง ควบคุมได้ และตรวจสอบย้อนกลับได้ ก็จะเป็นการตัดโอกาสของขบวนการเหล่านี้ไปพร้อมกัน ถือเป็นการเสริมความมั่นคงให้ประเทศทั้งในมิติด้านความมั่นคงทางทหารและมิติการป้องกันภัยไซเบอร์จากมิจฉาชีพข้ามชาติไปในคราวเดียว   "เราไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นภาระของหน่วยงานความมั่นคงหน่วยใดหน่วยหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วน กระทรวงดีอีพร้อมสนับสนุนเพื่ออุดช่องโหว่และเสริมความแกร่งในส่วนนี้ เพราะการสื่อสารที่มั่นคง คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงในพื้นที่ และคือหลักประกันความปลอดภัยของประชาชน กระทรวงดีอีจะเดินหน้าสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชามีโครงข่ายสื่อสารที่แข็งแกร่ง พร้อมรับมือทุกสถานการณ์" รมช.ดีอี กล่าวในตอนท้าย   ---------------------------------------

วันที่ 12 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ติดตามการส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การส่งเสริมเรียนรู้ทักษะ Coding และเทคโนโลยี AI ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายพรชัย หอมชื่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า นางสาวโสภา ไสวศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี หัวหน้าหน่วยงานภายในจังหวัด และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช   รมว.ดีอี กล่าวว่า จากการติดตามการส่งเสริมการพัฒนาทักษะการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI ของนักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา พบว่าปัจจุบันเยาวชน และบุคลากรทางการศึกษาของ รร.เตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ มีความสนใจ และมีความตระหนักรู้เทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเรียนรู้ด้าน Coding ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ภาษาของเครื่องมือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็นพื้นฐานสำคัญของการคิดอย่างเป็นระบบ การแก้ปัญหา และความเข้าใจเทคโนโลยี สามารถต่อยอดพัฒนาทักษะในการใช้งาน AI ได้เป็นอย่างดี   ทั้งนี้ปัจจุบัน AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ สำหรับน้อง ๆ นักเรียนที่มีพื้นฐานด้าน Coding จะสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสู่การเรียนรู้ด้าน AI การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล หรือแม้แต่การประยุกต์ใช้ AI ในการเรียน การทำงาน และการประกอบอาชีพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงดีอี ได้ดำเนินโครงการ TH-AI Passport เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยี AI ระดับโปร สำหรับคนไทยตั้งแต่อายุ 15 ขึ้นไปได้อย่างเท่าเทียม เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน    ในโอกาสนี้ รมว.ดีอี ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยาน การลงนามความบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมดิจิทัลเพื่อพัฒนากำลังคนและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่าง โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ และ ดีป้า พร้อมร่วมรับฟังการนำเสนอผลงานของนักเรียนในโครงการห้องเรียน Coding ในกิจกรรม “Edu Tech Horizon 2026 Beyond Boundaries : ก้าวข้ามขีดจำกัด การศึกษารูปแบบใหม่” ซึ่งพบว่าน้อง ๆ นักเรียน ได้นำเสนอผลงานซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจ ทั้งผลงานการแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้กับมังคุด ผลไม้ซึ่งมีเป็นจำนวนมากในพื้นที่ นวัตกรรมเข็มขัดพยุงหลัง (Back Support) จากยางพารา นวัตกรรมน้ำยาขจัดคราบมัน ฯลฯ นวัตกรรมเหล่านี้สามารถผลิตขึ้นใช้ได้เองภายในท้องถิ่น    นอกจากนี้ กระทรวงดีอี โดยดีป้า ยังได้มอบชุด Weather Station หรือสถานีตรวจวัดสภาพอากาศให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และเก็บข้อมูลสภาพอากาศจริง เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูล และนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนรู้   วันนี้เรากำลังเผชิญกับปัญหา การเข้าสู่สังคม Aging Society โดยพบสถิติที่น่าตกใจว่า ปีที่แล้วเรามีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าอัตราการเกิด เป็นปีแรกจากหลายสิบปีที่ผ่านมา ขณะที่ในปีนี้ จนถึงเดือนกันยายน 2569 เรามีอัตราประชากรเกิดใหม่อยู่ที่ประมาณ 200,000 คน ทำให้ประชากรในกลุ่มวัยทำงานของประเทศกำลังหดตัวลง ดังนั้นการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคตต่อไป ซึ่งการจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต ประชาชนจะต้องมีศักยภาพที่สูงขึ้น   “ตนมีความภาคภูมิใจ และมั่นใจว่านักเรียน เยาวชน และบุคลากรทางการศึกษาในปัจจุบัน จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดคือ AI และพบว่า น้อง ๆ หลายคนรู้จักการใช้งานการเขียน Coding ทำให้กิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการส่งเสริม Coding แต่เป็นการเชื่อมโยง “เทคโนโลยี – ครู – นักเรียน – ข้อมูลจริง” เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาศักยภาพของประชาชน เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศได้อย่างยั่งยืน” รมว.ดีอี กล่าว   --------------------------------------

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานและกล่าวแสดงความยินดีในพิธีลงนามข้อตกลงการให้ทุนสนับสนุน Grant Agreement Signing Ceremony for the Feasibility Study of Submarine Cable Thailand - US (THUS) เพื่อดำเนินการศึกษา และประเมินผลความเป็นไปได้ของโครงการงานระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ระหว่าง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และองค์การการค้าและการพัฒนาของสหรัฐอเมริกา (U.S.Trade and Development Agency – USTDA) ซึ่ง USTDA เป็นผู้อนุมัติทุนสนับสนุน โดยมี พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT Mr. Thomas R. Hardy รองผู้อำนวยการ USTDA พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมคณะกรรมการ ชั้น 10 อาคารสำนักงานใหญ่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ    รมว.ดีอี กล่าวแสดงความยินดีว่า พิธีลงนาม MOU ในการดำเนินการศึกษา และประเมินผลความเป็นไปได้ของโครงการงานระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ถือเป็นโอกาสสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบัน ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของการประมวลผลบนระบบ Cloud เทคโนโลยี AI และการลงทุนด้าน Big Data ทั่วทั้งภูมิภาค ทำให้เราจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ไม่เพียงแต่มีความรวดเร็วและน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ยังต้องมีความมั่นคงปลอดภัยและมีความยืดหยุ่นสามารถรองรับความท้าทายต่าง ๆ ได้ด้วย    ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยตระหนักดีว่าการเชื่อมต่อระบบการสื่อสารโทรคมนาคม และข้อมูล เป็นรากฐานสำคัญต่อความมุ่งมั่นของเราในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน   ขณะที่ โครงการ THUS ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญดังกล่าวอย่างชัดเจน การเสริมสร้างการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าโครงข่ายโทรคมนาคมของไทยจะมีความแข็งแกร่งและมีความหลากหลายของเส้นทางการเชื่อมต่อมากยิ่งขึ้นไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคส่วน Big Data Cloud และ AI ของไทย ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจดิจิทัลโลก   “สำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความเข้มแข็งของความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสองประเทศ และสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่สามารถบรรลุผลได้เมื่อภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรระหว่างประเทศร่วมมือกันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่มีร่วมกัน กระทรวงดีอี พร้อมให้การสนับสนุน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะสามารถเดินหน้าสู่ความสำเร็จ เพื่อประโยชน์ต่ออนาคตดิจิทัลของประเทศไทย และส่งเสริมการเติบโตอย่างต่อเนื่องของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา” รมว.ดีอี กล่าว

วันที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมช่องทางการตลาดและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) โดยมี นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) รวมถึงผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดทั้งสองกระทรวง เข้าร่วมงาน ณ ห้องโถงไปรษณีย์นฤมิต ชั้น 1 อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพฯ   กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศ และแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนและผู้ประกอบการ สร้างโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ ตลาด และบริการต่างๆ อย่างทั่วถึง พร้อมลดข้อจำกัดด้านพื้นที่และความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม    ความร่วมมือในวันนี้ รมช.ดีอี ระบุว่า "เป็นแนวคิดที่ตนเองตั้งใจผลักดันให้สินค้าที่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะสินค้าจากกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่ภาครัฐเข้าไปสนับสนุน ได้มีโอกาสเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น ไม่ใช่เพียงการผลิตสินค้าให้ได้เท่านั้น แต่เราต้องช่วยต่อยอดให้สินค้าเหล่านี้มีช่องทางจำหน่าย สร้างรายได้ และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เราจึงนำจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาเชื่อมต่อกัน ตั้งแต่เครือข่ายของกระทรวง พม. และแบรนด์ 'ทอฝัน' เชื่อมเข้าสู่ตลาดออนไลน์ผ่าน ThailandPostMart รวมถึงใช้เครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศเป็นอีกช่องทางในการนำสินค้าไปสู่ผู้บริโภค"   ในนามของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอขอบคุณกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และคณะทำงานทุกฝ่ายที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและมีคุณค่ายิ่ง รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง และเมื่อใดที่เราเห็นช่องทางหรือโอกาสที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ เราพร้อมลงมือทำทันทีโดยไม่รีรอ เพราะความช่วยเหลือที่ทันท่วงทีคือสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุด ความร่วมมือในวันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าเมื่อหน่วยงานภาครัฐบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ผลลัพธ์ที่ได้จะจับต้องได้และเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง กระทรวงดีอีเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่มั่นคงในการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนผู้เปราะบาง ให้สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป   รมช. ดีอี กล่าวต่อว่า "ความร่วมมือกับกระทรวง พม. ในครั้งนี้ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะแนวคิดของเราคือการขยายโมเดลนี้ไปเชื่อมโยงกับสินค้าจากหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มหารือและริเริ่มความร่วมมือกับหลายหน่วยงานแล้ว เพื่อสร้างระบบที่ช่วยให้สินค้าของประชาชนเข้าถึงตลาดได้จริง สร้างรายได้จริง และสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้คนทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปด้วยกัน"

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมการประชุมหารือคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัยหรือ บอร์ด Connect the Dots ครั้งที่ 2/2569 ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานฯ ร่วมด้วยพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ธปท. ก.ล.ต. ปปง. ตร. สมาคมธนาคารไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง   ทั้งนี้ที่ประชุมได้หารือวาระสำคัญ ได้แก่ การยกระดับการยืนยันตัวตน ให้เทียบเท่าระดับมาตรฐานสากล Financial Action Task Force (FATF) โดยมีกระบวนการตรวจสอบและรู้จักตัวตนของลูกค้า (KYC) เพื่อติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย - การเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงการคลังจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกแบบระบบขึ้นมาภายใน 30 วัน โดยจะมีระบบวิเคราะห์ สามารถวิเคราะห์เส้นทางการเงิน พร้อมระบบอื่น ๆ อาทิ - เอาข้อมูลมาแลกเปลี่ยนมาเชื่อมโยง ลดความเสี่ยงของประชาชน โดยมีระบบการตรวจสอบการให้ความยินยอม (Consent) ในการเชื่อมข้อมูล สามารถปกป้องการหลอกลวงจากสแกมเมอร์ - การตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน โดยมีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อทำให้สามารถทราบถึงพฤติกรรมการหลอกลวงของสแกมเมอร์ได้ - ระบบการบริหารการแจ้งเหตุระดับชาติ โดยกระทรวงดีอี ตร. เป็นหน่วยงานหลักบูรณการระบบการเชื่อมโยงการแจ้งเหตุแบบรวมศูนย์ สามารถแจ้งที่เดียวแล้วเชื่อมโยงไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที     รมว.ดีอี กล่าวในตอนหนึ่งว่า ที่ประชุมได้มีการยกระดับการแชร์ข้อมูลทางการเงินมาตรวจสอบ การติดตามเส้นทางการเงิน ในกรณีที่มีข้อสงสัย และไม่ได้รับการร้องเรียนมา โดยจะมีการจัดทำระบบถังข้อมูลกลางขึ้นมาภายใน 30 วัน ด้วยระบบดังกล่าวจะช่วยให้การทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ รวดเร็วขึ้น ด้วยการติดตามในรูปแบบอัตโนมัติ ซึ่งการขอข้อมูล เก็บข้อมูล ส่งต่อข้อมูลนั้น จะต้องได้รับการปกป้องด้วยมาตรฐานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และอยู่ภายใต้มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีหัวใจสำคัญคือ การมีระบบถังข้อมูลกลางเป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลทางการเงินที่สำคัญ สามารถสกัดกั้นธุรกรรมทางการเงินที่มีความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง สร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยให้กับประชาชน

วันที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมประชุมการขับเคลื่อนระบบ e-Office ภายใต้คลาวด์กลาง GDCC ร่วมกับทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ตามนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับระบบงานเอกสารและการติดต่อประสานงานด้านข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ณ ห้องประชุมคลัง ชั้น 2 ตึกกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ   สำหรับระบบ e-Office ภายใต้คลาวด์กลาง GDCC เป็นระบบบริหารจัดการสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถบริหารจัดการเอกสาร การสื่อสาร และกระบวนการทำงานภายในองค์กรได้แบบดิจิทัล ลดการใช้กระดาษ เพิ่มความรวดเร็ว และโปร่งใสในการทำงาน มากยิ่งขึ้น เปลี่ยนผ่านสู่การทำงานแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

     วันที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบน และความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ ณ ห้องประชุม 109 สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล      ทั้งนี้ที่ประชุมได้ร่วมหารือ เพื่อยกระดับมาตรการ และแนวทางในการป้องกันการต่อต้านสินบนและทุจริตภาครัฐเชิงรุก อาทิ การผลักดันดัชนี CPI (ดัชนีการรับรู้การทุจริต) การปรับปรุงแก้ไขระเบียบกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการประชาชน โดยเฉพาะกระบวนการอนุมัติ หรืออนุญาต ที่มุ่งลดการใช้ดุลยพินิจ แต่จะต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI มาใช้ในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้กระบวนการรวดเร็ว แม่นยำ ถูกต้อง โปร่งใส่ และตรวจสอบได้ ซึ่งในขณะนี้ก็ได้มีการเริ่มดำเนินการนำร่องในหลายหน่วยงานภาครัฐ และบางพื้นที่ในระดับภูมิภาคแล้ว พร้อมเปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม เฝ้าระวัง และตรวจสอบความเสี่ยง โดยเป้าหมายสำคัญ คือ การวางรากฐานเชิงโครงสร้างในการต่อต้านการทุจริตและสร้างความซื่อตรง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD      โดย รมช.ดีอี กล่าวต่อที่ประชุมว่า "การดำเนินการ Pilot project ในการแก้ไขปัญหาสินบน และการทุจริตภาครัฐ จะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบในหลายมิติ ทั้งการตั้งตัวชี้วัดที่เหมาะสม มีเครื่องมือในการประเมินผลที่ชัดเจน จะต้องมีการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ เช่น ผลกระทบด้านเศรษฐกิจมาประกอบด้วย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม วัดผลได้ ไม่ติดกับดักเหมือนในอดีต และสามารถนำ Model ที่ประสบความสำเร็จ ไปขยายผลต่อยอดได้"

นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เข้าร่วมการอภิปราย การเสวนาหารือระดับสูง ในหัวข้อแถลงการณ์โตเกียว 2025  “จากแถลงการณ์เชิงนโยบายสู่กรอบแนวทางปฏิบัติแบบพลวัต เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคและเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” โดยแถลงการณ์โตเกียว (Tokyo Statement) ซึ่งรับรองในการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2025 ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สุดของความมุ่งมั่นระดับภูมิภาค ในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการพัฒนาด้านโทรคมนาคม การเสวนาระดับสูงครั้งนี้ได้ร่วมอภิปรายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ระดับชาติ กรอบนโยบาย และความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคและเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนความเจริญทางเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างการประชุม The 26th APT Policy and Regulatory Forum (PRF-26)  ระหว่างวันที่ 15 – 17 กันยายน 2569 ณ เมืองปาโร ราชอาณาจักรภูฏาน   โดยนางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และการขับเคลื่อนดิจิทัลของประเทศไทยสู่ความยั่งยืนระดับภูมิภาค โดยครอบคลุม 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ (1) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสู่พื้นที่ห่างไกล ขับเคลื่อนนโยบาย AI แห่งชาติผ่านการสร้างคลาวด์แห่งชาติ (National AI Cloud), ยกระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และจัดตั้งคลังข้อมูล AI (National AI Data Bank) และเน้นย้ำการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ประหยัดพลังงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจดิจิทัลและความยั่งยืน (2) การพัฒนาทุนมนุษย์และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยการพัฒนาแรงงานทักษะสูง มุ่งเน้นสร้างบุคลากรด้าน AI, บูรณาการ AI ในระบบการศึกษา และยกระดับความรู้เท่าทันดิจิทัลให้แก่ประชาชนทุกระดับ รวมถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ผ่านการสนับสนุนผู้ประกอบการ AI ไทยให้แข่งขันในระดับสากล พร้อมดึงดูดการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และ (3) ความร่วมมือระดับภูมิภาคและธรรมาภิบาล ด้วยความร่วมมือรอบด้าน ความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน วิชาการ และภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนภายในประเทศ และร่วมมือกับ ASEAN, APT และ APEC เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ภัยคุกคามทางไซเบอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ธรรมาภิบาล AI และการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน บนพื้นฐานของมาตรฐานสากลที่เชื่อมโยงกันได้ พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญด้านความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลดิจิทัล เชื่อว่านวัตกรรมและความเชื่อมั่นต้องควบคู่กันไป ภายใต้นโยบาย AI ใหม่ ไทยให้ความสำคัญกับ "ความเชื่อมั่น" ผ่านการผลักดัน "แซนด์บ็อกซ์ธรรมาภิบาล AI" (AI Governance Sandbox) เพื่อส่งเสริมการใช้ AI อย่างปลอดภัย จริยธรรม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล   นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางออนไลน์ โดยมี ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ที่บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์โตเกียวในการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือควบคู่ไปกับการสนับสนุนนวัตกรรม  

วันที่ 15 กันยายน 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกิจการไปรษณีย์ ครั้งที่ 2/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าและพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลกิจการไปรษณีย์ให้เป็นไปตามนโยบาย พร้อมยกระดับการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ ห้องศูนย์ปฏิบัติการกระทรวง (MOC) ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม




วันที่ 15 กันยายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “One Map บูรณาการสารสนเทศการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อทุกคน” ระหว่าง กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA  และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สสน. ที่มี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานฯ โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี กระทรวงอว. และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องนารี 2 ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล    สำหรับความร่วมมือด้านการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ (One Map) ดังกล่าว จะเป็นการรวบรวมข้อมูลการพยากรณ์อากาศ ข้อมูลภาคพื้นดิน ในอากาศ และใต้ดิน ของกรมอุตุฯ เป็นข้อมูลหลัก ร่วมกับข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลจุดความร้อนของ GISTDA บูรณาการข้อมูลเข้าสู่คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติของ สสน. เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบในการบริหารจัดการด้านภัยพิบัติ ผ่านการจัดทำแพลตฟอร์มกลางของ BDI และการจัดทำ Dashboard ข้อมูลแบบเรียลไทม์    ทั้งนี้ BDI ได้จัดเตรียมข้อมูลจากชุดข้อมูลภัยพิบัติ 118 ชุดจาก 52 หน่วยงาน ประกอบด้วยข้อมูลการเฝ้าระวัง ข้อมูลระหว่างเกิดสถานการณ์เพื่อการดูแลประชาชน (ข้อมูลด้านสุขภาพ) และข้อมูลการเยียวยาให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดสถานการณ์ พร้อมกับบุคลากรด้านการวิเคราะห์ข้อมูล จำนวนกว่า 50 คน เพื่อทำการเรียบเรียงข้อมูลในแต่ละระดับชั้นข้อมูล (Data Layer) ให้กับผู้เชี่ยวชาญทำการวิเคราะห์ข้อมูลและส่งต่อข้อมูลที่สมบูรณ์ เข้าใจง่ายให้กับฝ่ายปฏิบัติงาน    ในโอกาสนี้ รมช.ดีอี ได้กล่าวมอบนโยบายการบูรณาการข้อมูลของทั้ง 4 หน่วยงานว่า วันนี้ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องของภัยพิบัติแห่งชาติ ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญ เพื่อการจัดทำข้อมูลที่เรามีอยู่ในทุกหน่วยงาน มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งการรวมข้อมูลจาก 4 หน่วยงานในวันนี้ถือเป็นก้าวแรกและก้าวที่สำคัญ ในการรวบรวมข้อมูลด้านภัยพิบัติ สภาพอากาศ ฯลฯ เพื่อจัดทำให้การสื่อสารจากหน่วยงานที่รับผิดชอบไปสู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน    จะเห็นได้จากตัวอย่างเหตุการณ์ภัยพิบัติที่จ.น่าน หน่วยงานได้ทราบสถานการณ์ล่วงหน้าก่อนประมาณ 7 วัน ทำให้มีการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้มีการเตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือในการช่วยเหลือและเฝ้ารับมือสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยในระหว่างเกิดเหตุ และหลังจากที่เกิดเหตุแล้ว หน่วยงานในพื้นที่ได้ใช้ข้อมูลที่มีการบูรณาการแล้วในการเตรียมกำลังคนเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้   ดังนั้นจากสถานการณ์ดังกล่าว การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในเชิงข้อมูล จะทำให้ข้อมูลด้านภัยพิบัตินั้นเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้กำลังคนในพื้นที่ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนหน้าตั้งแต่ระดับชุมชน อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องในการใช้แจ้งเตือนประชาชน เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติ   “ในวันนี้ ความร่วมมือของกระทรวงดีอี และกระทรวงอว. เกิดขึ้นได้เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายและแนวทางที่ชัดเจนในแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ การดูแลให้ความช่วยเหลือประชาชน ผ่านการบูรณาการข้อมูลร่วมกันของทั้ง 4 หน่วยงาน โดยหวังว่าในอนาคต หลังจากที่มีการจัดทำ One Map แล้ว หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ส่วนหน้าจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ ในการรับมือ แจ้งเตือน เฝ้าระวัง และให้ความช่วยเหลือประชาชน ซึ่งทั้ง 4 หน่วยงานนี้ จะบูรณาการข้อมูลนำไปสู่การรวบรวมข้อมูล พัฒนาวิเคราะห์ข้อมูล และแปลงผลข้อมูลในรูปแบบที่เป็นหนึ่งเดียวกัน และประชาชนเข้าใจง่าย ทำให้เราสามารถป้องกันการสูญเสียจากภัยพิบัติ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้มอบไว้ เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” รมช.ดีอี กล่าว

วันที่ 15 กันยายน 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี ให้การต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้สังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) นำโดย นางสาวสุพิชญา หลิมตระกูล รองผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์และบริหารองค์กร ในโอกาสเข้าร่วมหารือแนวทางการใช้งานระบบ การบริหารจัดการสำนักงาน (e-office) ภายใต้ GDCC เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานจริง และนำไปปรับใช้ในการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัลและลดภาระงานด้านเอกสารอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/03 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.