Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) พระราชทานพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

วันที่ 21 กันยายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 4 บุคลากรของรัฐ หรือบุคคลซึ่งมิใช่บุคลากรของรัฐ ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) โดยมีนางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดีอี ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน ณ ห้องประชุม Magic 2 ชั้น 2 Miracle Grand Convention Hotel กรุงเทพฯ   รมช.ดีอี กล่าวว่า เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (AFNC) ได้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันประชาชนในด้านต่าง ๆ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งบูรณาการการทำงานร่วมกับศูนย์ AFNC มาโดยตลอด มาร่วมให้ความรู้ พร้อมกับความร่วมมือจาก กทม. ผู้นำชุมชน เครือข่ายประชาชน ซึ่งถือเป็นการสร้างเครือข่ายชุมชนเมืองในการรู้เท่าทัน ป้องกันและรับมือกับข่าวปลอม    “ปัจจุบันเราจะเจอข่าวปลอมที่หลากหลายในรูปแบบต่างๆ ข่าวปลอมบางข่าว ทำให้เราสูญเสียทรัพย์สิน ข่าวปลอมบางข่าวทำให้เราทะเลาะกับคนในครอบครัวได้ ข่าวปลอมบางข่าวนั้นทำให้ความเชื่อของเราในเรื่องบางเรื่องผิดแปลกไปจากข้อเท็จจริง โดยหลาย ๆ หน่วยงานพยายามจะให้ความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึงวิธีการที่มิจฉาชีพใช้ ยกตัวอย่างการแอบอ้างเป็นการไฟฟ้าฯ หรือ กฟภ. ส่ง SMS แนบลิงก์ แจ้งเตือนเปลี่ยนมิเตอร์หรืออื่น ๆ เพื่อให้เรากดลิงก์เข้าไป สำหรับเรื่องดังกล่าวทางรัฐบาลได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าหน่วยงานรัฐบาลทุกแห่ง จะไม่มีการส่ง SMS ที่มีแนบลิงก์ให้กับประชาชนโดยเด็ดขาด” รมช.ดีอี กล่าว   ทั้งนี้เราจะทำอย่างไร ที่จะสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เรารับรู้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ อันดับแรกเราจะต้องมีสติ มองถึงความเป็นไปได้ หากเป็นข่าวจริง สามารถเช็กได้ผ่านแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการ เช่น สื่อมวลชนที่เป็นสื่อหลัก สำนักข่าวต่างๆ หากเป็นเฟซบุ๊ก สามารถติดตามได้จากเพจที่เป็นทางการของหน่วยงานที่จะมีเครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้า ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเพจนั้นมีตัวตนจริง หากเป็น TikTok สามารถติดตามการแจ้งเตือนรูปแบบกลโกงออนไลน์ได้จากบัญชีของ CIB หรือติดตามตรวจสอบได้จากสื่อโซเชียลมีเดียในทุกช่องทางของศูนย์ AFNC ฯลฯ   ขณะเดียวกัน AFNC ยังได้ร่วมมือกับ Traffy Fondue เพิ่มช่องทางให้ประชาชนแจ้งข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน หรืออาชญากรรมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Line โดยสามารถแจ้งเรื่อง แนบหลักฐาน และติดตามสถานะได้  เพื่อให้ AFNC สามารถสื่อสารกับประชาชนได้อย่างทั่วถึง   อย่างไรก็ตามการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชน เรื่องของข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน ผ่านการสร้างเครือข่ายชุมชนเมือง ยังถือเป็นการปิดกั้นช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพในอีกแนวทางหนึ่งของกระทรวงดีอี ที่จะช่วยลดความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน   “จากการดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ คณะกรรมการฯ ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่ มกราคม – มิถุนายน 2569 พบว่ามูลค่าความเสียหายจากภัยออนไลน์ได้ลดลงกว่า 50 % จากจำนวนมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท เหลือจำนวน 457 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน 2569” รมช.ดีอี กล่าวในตอนท้าย   ----------------------------------------------------------------------








วันที่ 21 กันยายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง  


วันที่ 22 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และคณะ เข้าร่วมการหารือกับ Lisa Monacoประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ Simon Liepold หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ และ Megan O'Neill ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสหประชาชาติ บริษัท ไมโครซอฟต์ คอร์ปอเรชั่น ในห้วงการติดตามคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly - UNGA81) ณ Microsoft's UN Affairs Office นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา   สำหรับการร่วมหารือในครั้งนี้มีประเด็นสำคัญเพื่อการต่อยอดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมใน 6 ด้าน ได้แก่  (1) AI Literacy และ โครงการ TH-AI Passport เพื่อสร้างความรู้และทักษะด้าน AI ผลักดันให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างทั่วถึง    (2) การสร้างความเข้าใจและการเข้าถึง AI ของประชาชน ซึ่งจากข้อมูลรายงานด้าน AI Diffusion ของ Microsoft พบว่าประเทศไทยมีการขยายตัวของการใช้งาน AI อย่างรวดเร็วในเอเชีย    (3) การยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย Microsoft จะประสานเชื่อมโยง Digital Crimes Unit (DCU) เพื่อบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีในการค้นหาเครือข่ายผู้กระทำผิด รูปแบบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการก่ออาชญากรรม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศ   (4) AI/Data Center Ecosystem และการพัฒนาทักษะบุคลากร ซึ่ง รมว.ดีอี ได้เน้นย้ำ การลงทุนในประเทศไทยที่จะต้องสร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศของประเทศมากกว่ามูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว รวมทั้งการสนับสนุนด้านการ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะบุคลากร ตลอดจนการสร้างขีดความสามารถในการประมวลผลและบริการ AI ภายในประเทศอย่างเหมาะสม   (5) Data Sovereignty และ Cultural Sovereignty ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องร่วมกันในการสร้าง AI Sovereignty หรืออธิปไตยด้าน AI ที่รวมถึง Cultural Sovereignty อธิปไตยทางวัฒนธรรม โดยประเทศไทยพร้อมร่วมมือในการพัฒนา AI/LLM ที่เข้าใจภาษา บริบท และวัฒนธรรมไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางด้าน “AI for Culture”ของ Microsoft    และ (6) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของภาครัฐ โดยรมว.ดีอี ได้กล่าวถึงแนวทางการสร้างกรอบที่ชัดเจนสำหรับการนำข้อมูลมาใช้พัฒนา AI ควบคู่กับการรักษาความมั่นคง ความเป็นส่วนตัว และสิทธิของประชาชน รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ยกระดับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และลดช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดการทุจริต    “เป้าหมายของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุนด้าน AI แต่คือการสร้างพันธมิตรที่พร้อมสนับสนุนการเติบโตของประเทศไทย ทั้งด้านการส่งเสริมถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะบุคลากร สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และทำให้ AI เป็นโอกาสที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ ภายใต้การพัฒนาให้ AI เข้าใจภาษา บริบท และวัฒนธรรมไทย” รมว.ดีอี กล่าวในตอนท้าย

วันที่ 22 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการอภิปรายในหัวข้อ Safeguarding the AI Generation: Confronting Image-Based Abuse – From Harm to Prevention Panel 2 : Preventing Future Harm: Image-Based Abuse in the Age of AI ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น สหรัฐอเมริกา ในห้วงการติดตามคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly - UNGA81) ณ อาคาร One Dag Hammarskjold นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา   ในโอกาสนี้รมว.ดีอี ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นการรับมือความเสียหายจากภัยคุมคามออนไลน์ ที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ภายใต้การใช้เทคโนโลยี AI ว่า สำหรับประเทศไทยเรื่องของเทคโนโลยี AI ในเชิงบวกคือ เทคโนโลยีที่ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs ยกระดับการให้บริการภาครัฐ และเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนนับล้านสามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ได้เป็นครั้งแรก    ขณะเดียวกัน AI กำลังทำให้ภัยคุกคามบนโลกออนไลน์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงสำคัญในอีก 3–5 ปี ข้างหน้า คือ การที่ประชาชนจะแยกแยะได้ยากขึ้นว่า “อะไรจริง อะไรปลอม” จาก AI-generated images, deepfake videos และ voice cloning ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการหลอกลวง สวมรอย คุกคาม หรือแสวงหาประโยชน์ จากเด็กและกลุ่มเปราะบาง เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความไว้วางใจในโลกดิจิทัล ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีระบบการตรวจสอบยืนยันตัวตนและความน่าเชื่อถือของเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น    ทั้งนี้รัฐบาลต้องดำเนินการเชิงรุก โดยไม่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงออกมาตรการ แต่ต้องคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม นักวิจัย ธนาคาร และผู้ให้บริการโทรคมนาคม รวมถึงดำเนินการทดสอบสถานการณ์จริงผ่าน Regulatory sandbox และ controlled pilot ที่จะช่วยให้เข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับความเชื่อมั่นที่ว่าสภาพแวดล้อมดิจิทัลรอบตัวมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ   ในส่วนของประเทศไทย จากการดำเนินงานของ AOC 1441 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานรัฐและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรับมือกับปัญหาอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ซึ่งก้าวต่อไปคือการยกระดับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ไปสู่การเตรียมการป้องกันล่วงหน้าก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น    “ไทยสนับสนุนหลัก Safety-by-Design หรือการออกแบบเทคโนโลยี AI ให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง ยิ่งเราตรวจพบความเสี่ยงร่วมกันได้เร็วเท่าไร เราก็ยิ่งมีโอกาสป้องกันความเสียหายได้มากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่รอแก้ไขภายหลังจากที่เกิดความเสียหายแล้ว ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์ม ผู้พัฒนา AI ภาคโทรคมนาคม สถาบันการเงิน และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการสร้างความสมดุลระหว่างหลักเกณฑ์ กฎระเบียบ การกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง ภายใต้การคุ้มครองประชาชนโดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็นหรือปิดกั้นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบ โดยท้ายที่สุดแล้ว Safety-by-Design ไม่ควรถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรม” รมว.ดีอี กล่าว   อย่างไรก็ตามการสร้างความตระหนักรู้ การรู้เท่าทันดิจิทัลให้กับประชาชน ในยุคเทคโนโลยี AI นั้นต้องมากกว่าการใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ต้องรู้เท่าทันกลโกง ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ตั้งคำถามต่อสิ่งที่เห็นและได้ยิน และต้องเข้าใจว่า AI อาจถูกใช้เพื่อสร้างหรือดัดแปลงเนื้อหาได้ โดยมีหลักการพื้นฐานที่สำคัญ คือ หยุด ตั้งคำถาม และตรวจสอบ    “เป้าหมายของเราไม่ใช่การทำให้ประชาชนหวาดกลัวที่จะใช้งาน AI แต่ต้องการทำให้ประชาชนมีความรู้และความมั่นใจมากเพียงพอที่จะใช้ AI ได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ สามารถปรับตัวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และเพื่อให้โอกาสที่ถูกกล่าวถึงในข้างต้น เป็นโอกาสที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง” รมว.ดีอี กล่าวในตอนท้าย --------------------------------------------------------------------------

วันที่ 22 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการหารือนักลงทุนร่วมกับธนาคาร Bank of America ณ ห้อง Rockefeller Park อาคาร Bank of America Tower นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา    ทั้งนี้ในการหารือดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอศักยภาพประเทศไทยในฐานะ ฐานการลงทุนและการเติบโตระยะยาวในเอเชีย ด้วยจุดแข็งด้านฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายผู้ผลิตและ Supply Chain ที่เข้มแข็ง ตลอดจนทำเลที่เชื่อมโยง ASEAN และตลาดเอเชีย โดยรัฐบาลมีนโยบายมุ่งเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตเดิมไปสู่ Next-generation Industries โดยเฉพาะ AI, Semiconductor, Advanced Manufacturing และนวัตกรรม พร้อมเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ เข้ามาประยุกต์ใช้และขยายผลบนฐานอุตสาหกรรมจริงของไทย โดยไทยพร้อมเป็น “Trusted Partner” หรือพันธมิตรที่น่าไว้วางใจ ในท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก ภายใต้การให้ความสำคัญกับการเข้าถึงพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ และการที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะช่วยยกระดับ กฎระเบียบ ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และมาตรฐานสากล    ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคธุรกิจสหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานธุรกิจในไทย พร้อมเข้าถึงโอกาสผ่าน ตลาดทุนไทย เพื่อสนับสนุนบริษัทไทยที่มีศักยภาพให้สามารถระดมทุน ขยายกิจการ พัฒนานวัตกรรม และแข่งขันในระดับสากล พร้อมกับการนำจุดแข็งด้าน AI, Semiconductor, Advanced Manufacturing และ Innovation มาต่อยอดกับฐานอุตสาหกรรมและ Supplier Network ของไทย ด้วยแนวคิดของรัฐบาลไทยต้องการให้เกิดการสนับสนุนเทคโนโลยี และการยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยที่มากกว่าการลงทุน    ด้าน รมว.ดีอี ได้กล่าวถึงความพร้อมของไทย ทั้งทางด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความเชื่อมโยง (Connectivity) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคในด้าน AI และ Data Center ซึ่งปัจจุบันมีนักลงทุนด้านเทคโนโลยีจากภูมิภาคทั่วโลกเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ขณะเดียวกันรัฐบาลพร้อมผลักดันให้ไทยเป็น “Regional Regulatory Sandbox” สำหรับบริษัทและนักลงทุนที่ต้องการทดสอบหรือบูรณาการเทคโนโลยีจากทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก และพร้อมเปิดรับ ผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้จากนานาชาติ เพื่อร่วมพัฒนากรอบกำกับดูแลให้มีมาตรฐานและสามารถรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้จุดยืนที่จะรักษา ความเป็นกลางทางเทคโนโลยี (Technology Neutrality) และเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการจากทุกฝ่าย   “เป้าหมายของรัฐบาล คือการสร้างประเทศไทยให้เป็น พื้นที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีจากภูมิภาคต่างทั่วโลก เพื่อโดยให้ประชาชนและตลาดสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการใช้งาน บนพื้นฐานความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเครือข่ายโทรคมนาคมที่ครอบคลุมภายในประเทศ เราไม่ได้ต้องการเพียงเม็ดเงินลงทุนเท่านั้น แต่ต้องการพันธมิตรในระยะยาวที่จะเข้ามาร่วมสร้างเศรษฐกิจและระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ โดยคาดหวังให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากรและทักษะดิจิทัล ความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาไทย ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ภายใต้การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการพึ่งพาและพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปได้ในระยะยาว” รมว.ดีอี กล่าว

วันที่ 22 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับ Mr.Emmanuel Roman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ และMr.Pramol Dhawan กรรมการผู้จัดการ บริษัท Pacific Investment Management Company (PIMCO) ณ ห้อง Gramercy Park อาคาร Bank of America Tower นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา    สำหรับการหารือกับ PIMCO นั้น ทั้งสองฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลก แนวโน้มของเศรษฐกิจไทย และยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยฝ่ายไทยได้มีการเน้นย้ำเรื่องของความพร้อมที่จะเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ นโยบายด้านอุตสาหกรรม และวาระการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว รวมทั้งโอกาสในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ Data Center และพลังงานทางเลือก

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.