Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

                  วันนี้ (6 กันยายน 2566 ) นางอำไพ จิตรแจ่มใส ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2566 ภายใต้แนวคิด WHAT THE FACT? “แค่สงสัยก็เสิร์ช ACTAi เลย” เพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นให้คนในสังคมเล็งเห็นถึงปัญหาคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และสนับสนุนประชาชนให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริต การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐและเอกชนให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยในงานได้รับเกียรติจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และประกาศนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วม ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์   _______________________





        วันนี้ 7 กันยายน 2566 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะผู้บริหารเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าสักการะองค์ท้าวมหาพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เพื่อความเป็นสิริมงคล ในโอกาสเข้าปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมวันแรก ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ____________

            วันนี้ (8 ก.ย. 66) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนการขับเคลื่อนงานด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้รับความรู้เกี่ยวกับแผนการปฏิบัติราชการแนวทางการดำเนินงานต่างๆจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ พร้อมเปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์เพื่อพัฒนาองค์กรร่วมกัน ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2566 โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ โรงแรมรอยัลฮิลส์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปาจ.นครนายก   _____________

           กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สรุปข่าวปลอมประจำสัปดาห์ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดเป็นอันดับ 1 พบมิจฉาชีพปั่นข่าวปลอมเรื่อง เบอร์ 1175 และ AIS 1175 หากรับสายจะถูกดูดเงินออกจากบัญชี รองลงมาเป็นข่าวปลอมหลอกลงทุนออนไลน์ไม่แผ่ว ยังติดท็อป 10 รายสัปดาห์ เตือนประชาชนอย่าเสียรู้โจร รู้เท่าทัน เช็คข้อมูลทุกด้านให้ดีก่อนหลงเชื่อ หรือแชร์ข้อมูล               นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯกล่าวถึง ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 1 - 7 กันยายน 2566 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,284,950 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 177 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 144 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 33 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 109 เรื่องและจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 62 เรื่อง              ทั้งนี้ ดีอีเอส ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในกระเทศ จำนวน 45 เรื่อง อาทิ รัฐฯ โอนเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้เงินย้อนหลังคนละ 1,500 บาท ในเดือน ก.ย. 66 เป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 28 เรื่อง อาทิวิธีนำ 3 นิ้วมาชนกัน ช่วยป้องกันโรคตับ เป็นต้น กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 8 เรื่อง อาทิ ฤดูฝน จะเหลือเพียง 45 วัน สำหรับประเทศไทยตอนบน เป็นต้น กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 28 เรื่อง อาทิ PTT ร่วมกับ GULF เปิดโอกาสให้ลงทุนหุ้นอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าเริ่มต้น 1,250 บาท 25 หุ้น ผลกำไร 10 - 15% เป็นต้น โดยทั้งนี้ เป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน27 เรื่อง                นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้น ๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ รองลงมาเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เบอร์ 1175 และ .AIS1175 หากรับสายจะถูกดูดเงินออกจากบัญชี อันดับที่ 2 : เรื่อง ก.ล.ต. เปิดขายกองทุนรวม ลงทุนครั้งเดียวรับกำไรปันผลต่อเนื่องไม่มีหมดอายุ อันดับที่ 3 : เรื่อง กรมการขนส่งฯ เปิดรับทำใบขับขี่โดยไม่ต้องสอบเอง ผ่านเพจสอบใบขับขี่ด่วน. Online อันดับที่ 4 : เรื่อง โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาเปิดใช้ปี 2569 อันดับที่ 5 : เรื่อง ธ. ออมสินปล่อยสินเชื่อสู้วิกฤตไม่เกิน 100,000 บาท กู้ง่ายผ่านเพจมายโม ออมสิน อันดับที่ 6 : เรื่อง ออมสินเปิดลงทะเบียนออนไลน์ อนุมัติสินเชื่อภายใน 1 ชั่วโมง อันดับที่ 7 : เรื่อง ดื่มน้ำต้มหนุมานนั่งแท่น รักษาโรคมะเร็ง อันดับที่ 8 : เรื่อง เพจ CrazyLoan-1 ปล่อยเงินกู้ออมสิน  20,000 บาท ชำระคืน 20,560 บาท ดอกเบี้ยต่ำ อันดับที่ 9 : เรื่อง น้ำสกัดจากใบบัวบก ผักชีลาว ขึ้นฉ่าย และมะระขี้นก ช่วยรักษามะเร็งก้านสมอง อันดับที่ 10 : เรื่อง แอปฯ Settrade ของ ก.ล.ต. เปิดโอกาสให้ลงทุนหุ้นทองคำ เริ่มต้น 699 บาท              “ทั้งนี้ ดีอีเอส ขอให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง”   ______________




               วันนี้ (13 ก.ย.66) ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ร่วมแสดงความยินดีในงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ครบรอบ 7 ปี โดยมีนายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้การต้อนรับ ณ ลานกิจกรรมชั้น 9 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   _______________________

รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (ประจำเดือสิงหาคม ๒๕๖๖)

            นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ชี้แจง ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา วันที่ 12 กันยายน 2566 ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนาระบบ Digital ของประเทศ ชี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet), National Blockchain และ เป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการต่างๆ ภาครัฐและสามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น                 โดยเรื่องแรกที่จะดำเนินการ คือ Go Cloud First ได้วางกรอบในการขยายคลาวด์ ซึ่งเป็นการวางเชิงโครงสร้างพื้นฐานให้แก่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยเน้นการสร้าง Public Cloud และ Private Cloud ที่มีมาตรฐานในการดูแลข้อมูลภาครัฐ นอกจากนั้น รัฐบาลยังมีโครงการดึงบริษัทชั้นนำทั่วโลก เข้ามาลงทุนด้าน Cloud Data Center ในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค (Hub) ในเรื่องนี้                  ในส่วนของ Digital ID มีเป็นกรอบที่ชัดเจน และขณะนี้กฎหมายได้มีมาตรฐานที่รับรองไว้แล้ว ในด้านการบริการมีทั้ง ThaiD และ NDID หรือ National Digital ID ซึ่งเป็นยืนยันตัวตนของผู้ใช้บริการบนโลกดิจิทัล ที่สามารถทำธุรกรรมทางโลกออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่่งมีผู้ใช้มากกว่า 10 ล้านคนและอยู่ในระหว่างการขยายการใช้งาน (use case) ซึ่งจะทำให้การติดต่อและดำเนินงานผ่านระบบรัฐและการการติดต่อค้าขายทำได้ง่ายขึ้นและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น                ในเรื่องของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การพัฒนาพื้นที่หรือระดับเมือง ได้ส่งเสริมการนำข้อมูล Big Data เข้ามาใช้ เพื่อเป็นประโยชน์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลเมืองในแต่ละชั้นข้อมูลและรวบรวมพร้อมวิเคราะห์ผลผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลเมือง (City Data Platform : CDP) ซึ่งเป็นวิธีที่สำคัญในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ                 นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ดีอีเอสได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขดำเนินโครงการ Health Link หรือการพัฒนาคลาวด์ด้านสาธารณสุขของไทย เชื่อมโยงประวัติการรักษา เพื่อให้การรับบริการด้านสาธารณสุขสามารถทำได้ทั่วประเทศ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว สามารถรักษาได้ทุกโรงพยาบาล และยังสามารถเช็กข้อมูลประวัติข้ามโรงพยาบาลได้อีกด้วย                 นอกจากนี้ยังดำเนินโครงการ Travel Link ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลท่องเที่ยว แสดงให้เห็นการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ                 “เรากำลังเตรียมทำ Digital Government โดยจัดทำแผนแม่บทในการบูรณาการ ในเรื่องความแตกต่างแต่ละกระทรวง มาพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยการทำ Super App ที่รวมทุก platform ของภาครัฐ โดยการใช้ Blockchain เป็นตัวเก็บข้อมูล มุ่งเน้นให้การเชื่อมข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน” นายประเสริฐ กล่าว สำหรับเรื่องของ Data Economy ระดับภาพรวม ข้อมูลภาครัฐเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้าน Open Data ถือเป็นมาตรการเชิงรุกด้านดิจิทัลของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ เริ่มเปิดข้อมูลของภาครัฐให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ด้วยการพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐและระบบให้บริการแลกเปลี่ยน มีการแบ่งปันสถิติตามมาตรฐานสากล                  นอกจากนี้ ทางดีอีเอส ยังมีสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ที่เป็นองค์การมหาชนได้รับการจัดตั้งขึ้นมาใหม่ ในการจัดทำยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนั้นต้องทำควบคู่ไปกับการเคารพในสิทธิของข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน จึงต้องส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชน มีความรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act: PDPA) และเตรียมพร้อมรองรับการบังคับใช้ในเรื่องนี้ให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล                  ด้าน เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ประโยชน์จาก IoT ดีอีเอส มีสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa และสถาบัน IoT ซึ่งทำงานระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ร่วมกับ startup เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม IoT และพัฒนามาตรฐานของอุปกรณ์ ในเรื่องความปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่บัญชีบริการดิจิทัล                  ทั้งนี้ การส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ โดย depa จัดการส่งเสริม IoT ไปใช้ในภาคส่วนสำคัญ ดังนี้ ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม โดยการพัฒนา Smart City ซึ่งมีกลไกการขับเคลื่อนในการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง startup ที่มีขีดความสามารถและพัฒนาเมือง แบบยั่งยืน ซึ่งมีตัวอย่างการพัฒนา อาทิ การใช้ IoT และเทคโนโลยีอื่นเชื่อมโยงข้อมูลกับการบริการจัดคิวรถบรรทุก ท่าเรือแหลมฉบัง การส่งเสริมกิจกรรมของเทศบาลนครยะลา โดยใช้จากกล้องและจาก IoT เพื่อรับเรื่องร้องเรียน การจัดเก็บภาษีและการแก้ไขปัญหาขยะ การส่งเสริมเมืองภูเก็ต ในการใช้โครงสร้างพื้นฐานทั้งจาก NB-IoT บนเครือข่าย Cellular หรือเครือข่ายมือถือ เป็นต้น                  “การทำงานของดีอีเอส ผมมีแผนงานให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของสตาร์ทอัพไทยได้มีโอกาสในการพัฒนาประเทศ  และเชื่อว่าการเปิดประตูการค้ากับภาครัฐเป็นเรื่องสำคัญ การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การส่งเสริมเมืองให้มีการใช้เทคโนโลยี ที่มีทั้งข้อมูลของเมือง การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาเมือง ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในอนาคต การพัฒนาระบบนิเวศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นการปิดช่องว่างโดยรัฐจะสนับสนุนทั้งผ่านรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) หรือ Matching Fund”                   สำหรับข้อความห่วงใยในเรื่องต่าง ๆ นั้น ทั้งเรื่องระบบ IoT โดยเราจะใช้ Lorawan และ NB – IoT ซึ่งเป็นระบบที่ดีกว่า 5G และใช้พลังงานต่ำกว่า ต่อมาเรื่อง Digital Literacy ทางดีอีเอสมีแนวคิดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการอบรมทั้งภาคราชการ และภาคประชาชน เพื่อให้เข้าถึงความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยี ซึ่งเรื่อง Digital Wallet จะเป็นแรงจูงใจให้คนไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะ Blockchain และด้วยเทคโนโลยีที่มีความโปร่งใส ขอยืนยันเงิน 10,000 บาท จะถึงมือพี่น้องประชาชนครบทุกบาททุกสตางค์                  นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะนำเอาเทคโนโลยีมา เพื่อความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย สร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้ ได้แก่ การจ่ายเงินภาครัฐ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ การติดต่อราชการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ One Stop Service เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ และการนำระบบ Blockchain มาใช้เพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรมกับภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็น Digital Government ต่อไป                  ขณะที่ ประเด็นไรเดอร์ ที่มีปัญหากับแพลตฟอร์ม เมื่อ 2 เดือนก่อน ได้มีโอกาสพูดคุยกันและยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว จะนัดหมายพี่พี่น้องไรเดอร์ให้มาพูดคุยเพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาและนำเทคโนโลยีที่ได้มีการพัฒนาขึ้นเพื่อมาช่วยแก้ไขปัญหา   ____________________________

                วันนี้ (13 ก.ย.66) ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาการดำเนินงานร่วมกันภายใต้ความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับกระทรวงสารสื่อสารและสารสนเทศอินโดนีเซีย รวมทั้งพิจารณาข้อเสนอโครงการความร่วมมือในอนาคตภายใต้แผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025 พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   _________________________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.