Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 7 พฤศจิกายน  2568 นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเปิดงาน SMEs D-DAY: DIGITAL BOOST พลิกเกมธุรกิจไทย สู่ยุคดิจิทัลอย่างไร้ขีดจำกัด เติมพลังให้ SME ไทย ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเงินดิจิทัล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้โตแบบก้าวกระโดด ด้วยความร่วมมือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงอุตสาหกรรม โดย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า โดยมี ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ Infinity Hall ชั้น G โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ

วันที่ 7 พฤศจิกายน  2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าว เปิดปฏิบัติการ Cut Down Scam – สยบเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกระทรวงดีอี โดย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม และพ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ร่วมแถลงข่าว ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   กระทรวงดีอี ให้ความสำคัญในการป้องกัน และปราบปรามปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติการ “Cut Down Scam – สยบเครือข่ายค้าข้อมูล ส่วนบุคคล” ดำเนินการจับกุมเครือข่ายการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล (บัตรประชาชน)   ทั้งนี้ ขอเตือนให้ประชาชนระมัดระวัง การส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองให้แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ โดยขอให้ตรวจสอบก่อนทุกครั้ง สำหรับบุคคลที่ใช้ เก็บรวบรวม ซื้อ หรือจำหน่าย ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13 ครั้งที่ 8/2568 ร่วมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือการดำเนินงานตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้การปราบปรามภัยออนไลน์ เป็น “วาระแห่งชาติ” นายไชยชนก เปิดเผยว่า การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จำเป็นต้องมีการรวมพลังของหน่วยงานรัฐ-เอกชน รวมทั้งนานาประเทศ โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยในการจัดการ  ด้วยเครื่องมือการจัดการปัญหาทั้งภายในประเทศ และสหประชาชาติ ตาม “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์” ที่ปัจจุบันมีประเทศทั่วโลกร่วมลงนามแล้ว 71 ประเทศ และสหภาพยุโรป โดยที่ประชุมได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานที่สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว สำหรับการประชุมในวันนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม (TikTok Line Google) เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้ กสทช.ดำเนินการตามมาตรการจำกัดปริมาณซิมการ์ด ไม่เกิน 5 หมายเลขต่อบุคคล (รวมทุกค่าย) ที่จะมีการพิจารณาในที่ประชุม คณะกรรมการ กสทช.เพื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ต่อไป รวมทั้งการยกระดับหลักเกณฑ์การยืนยันตัวตนการลงทะเบียนใช้งานซิมของตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งจะต้องมีการลงทะเบียนในระบบ Dip chip หรือการลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์มที่มีมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่า ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาการลงทะเบียนผู้ใช้งานซิมการ์ดใหม่ ที่ต้องใช้เสาสัญญาณในพื้นที่แนวชายแดน และพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถตรวจสอบการใช้งานได้ ป้องกันการใช้งาน SIM Box ของสแกมเมอร์ และหารือมาตรการ “ซิมยังชีพ” ซึ่งเป็นแนวคิดการจำกัดการใช้งานซิมการ์ดของบุคคลที่ขึ้นทะเบียนบัญชีม้าดำ โดยเบื้องต้นมีข้อเสนอให้ลงทะเบียนใช้งานซิมการ์ด ร่วมกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เท่านั้น ด้านการร่วมหารือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เบื้องต้นได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยได้มีการพิจารณาในเรื่องของการลงทะเบียนใช้งานแพลตฟอร์มที่ต้องมีความเข้มงวด และปลอดภัยขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะการยืนยันตัวตน ซึ่งจะต้องมีการปรับให้มีการยืนยันตัวตนด้วยชื่อ-นามสกุล หรือการสแกนใบหน้า ร่วมด้วยนอกเหนือจากการใช้เบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล์ ซึ่งจะสามารถทำให้ตรวจสอบการใช้งานของสแกมเมอร์ที่ใช้ช่องทางแพลตฟอร์มก่อเหตุ รวมทั้งการยืนยันตัวตนของบุคคล และนิติบุคคล ในการซื้อโฆษณาผ่านแพลตฟอร์ม ขณะเดียวกัน ETDA ได้เร่งดำเนินการปรับปรุง พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 32 เรื่องการควบคุมดูแลแพลตฟอร์มตามมาตรการที่จำเป็นและเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการพิจารณาการเร่งดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า รวมถึงการพิจารณาหลักเกณฑ์การคืนเงินเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชน “การป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ จำเป็นต้องรวมพลังของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน วันนี้หน่วยงานหลักอย่าง กสทช. และธนาคาร ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะยุติการเกิด ซิมผี - บัญชีม้าใหม่ๆ และการก่อเหตุของสแกมเมอร์ที่เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดมาตรการหรือหลักเกณฑ์ที่เข้มข้นในการปราบปรามสแกมเมอร์ที่เป็นภัยคุกคามประชาชน ภายใต้การคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน” นายไชยชนก กล่าว ----------------------------------------------------


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เครื่องบินราชวงศ์สเปน ลงจอดฉุกเฉินที่ประเทศไทย” รองลงมาคือเรื่อง “กรมการท่องเที่ยว ร่วมมือ 8 ประเทศ จัดโครงการลุ้นเที่ยวฟรี” เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลในสังคม รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 6 พฤศจิกายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 984,991 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 900 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 886 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 7 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 199 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 74 เรื่อง กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 127 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 21เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 10 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 2 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 39 เรื่อง นางสาวสุชาดา กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศ ข่าวนโยบายรัฐบาล และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เครื่องบินราชวงศ์สเปน ลงจอดฉุกเฉินที่ประเทศไทย อันดับที่ 2 : เรื่อง กรมการท่องเที่ยว ร่วมมือ 8 ประเทศ จัดโครงการลุ้นเที่ยวฟรี อันดับที่ 3 : เรื่อง หากไม่ทานผลไม้ 2 สัปดาห์ ฮอร์โมนจะเริ่มแปรปรวน อันดับที่ 4 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ Mova แก้อาการปวดเข่าเรื้อรัง เดินไม่ไหว อันดับที่ 5 : เรื่อง กัมพูชาขึ้นทะเบียนผ้าไหมไทยเป็นมรดกโลก อันดับที่ 6 : เรื่อง OR เปิดเพจเฟซบุ๊ก Amazon.Coffée ให้ข้อมูลนักลงทุน อันดับที่ 7 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Reducose EG ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหาร อันดับที่ 8 : เรื่อง งาดำ พลูคาว ป้องกันเซลล์มะเร็ง ขับสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงหลอดเลือด สมองและหัวใจ อันดับที่ 9 : เรื่อง กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครงานพับถุงกระดาษ ทำงานที่บ้าน ผ่านเพจ งานทั่วไทยอัปเดต อันดับที่ 10 : เรื่อง ปตท. เปิดรับพนักงานใหม่ ติดต่อยื่นใบสมัครผ่านไลน์ สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เครื่องบินราชวงศ์สเปน ลงจอดฉุกเฉินที่ประเทศไทย” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า จากที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ทาง ทอท. ขอยืนยันว่า ข่าวข้างต้นไม่เป็นความจริง ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยภาพดังกล่าวถูกสร้างขึ้นด้วย AI จึงขอเตือนประชาชนโปรดอย่างหลงเชื่อ และอย่าแชร์ต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เพราะอาจสร้างความสับสนและทำให้ผู้อื่นได้รับข้อมูลที่ผิดได้ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “กรมการท่องเที่ยว ร่วมมือ 8 ประเทศ จัดโครงการลุ้นเที่ยวฟรี” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตรวจสอบพบว่าเป็นข่าวปลอม โดยขอเตือนให้ประชาชน ระมัดระวังมิจฉาชีพหลอกลวงแอบอ้างชื่อ กรมการท่องเที่ยว โฆษณาเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อ้างเป็นความร่วมมือกับ 8 ประเทศ จัดโครงการลุ้นเที่ยวฟรี เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มาจากกรมการท่องเที่ยวแต่อย่างใด ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าส่งต่อข้อมูล และอย่าหลงเชื่อกดลิงก์หรือลงทะเบียนใดๆ กับเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว ทั้งนี้หากท่านไม่แน่ใจหรือเกิดความสงสัย สามารถโทรสอบถามได้ที่กรมการท่องเที่ยว โทร 0 2141 3333 หรือ อีเมล webmaster@tourism.go.th , เพจ กรมการท่องเที่ยว Department of Tourism (Inbox) อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ---------------------------------------------------------

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน Thailand Blockchain Week 2025 มหกรรมบล็อกเชนและการเงินแห่งอนาคต และกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Thailand: The Region’s Next Digital Asset Hub” โดยมี คุณสัญชัย ปอปลี ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ตัวแทนผู้จัดงาน กล่าวต้อนรับ ณ ทรูแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 3 ทรูดิจิทัลพาร์ค กรุงเทพฯ สำหรับงานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Supercycle: Future of Wealth” คลื่นใหญ่พลิกโลกอนาคตการเงินและความมั่งคั่ง เป็นเวทีที่รวมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับแนวหน้าจากทุกแขนง ทั้งในไทยและต่างประเทศ  ที่จะมาอัปเดตเทรนด์ล่าสุดและการวางแผนอนาคตทางการเงิน ปลดล็อกมุมมองใหม่ๆ เสริมเกราะความรู้ด้านการลงทุนได้อย่างครบเครื่อง พร้อมพบกับกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย ภานในงาน ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 8 - 9 พฤศจิกายน 2568 ณ ทรูแกรนด์ฮอลล์ ทรูดิจิทัลพาร์ค

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ ผ่านเพจ DLT License ใบขับขี่เร่งด่วน” รองลงมาคือเรื่อง “ก.ล.ต. เปิดแพลตฟอร์มลงทุนใหม่ ให้บริการนักลงทุนแบบครบวงจร” โดยขอเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ขอให้เลือกเชื่อ - แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 6 พฤศจิกายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 984,991 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 900 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 886 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 7 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 199 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 74 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ ผ่านเพจ DLT License ใบขับขี่เร่งด่วน อันดับที่ 2 : เรื่อง ก.ล.ต. เปิดแพลตฟอร์มลงทุนใหม่ ให้บริการนักลงทุนแบบครบวงจร อันดับที่ 3 : เรื่อง ทำใบขับขี่ผ่านระบบออนไลน์ ไม่ต้องเสียเวลาไปทำเอง เจ้าหน้าที่ดำเนินการให้ทุกขั้นตอน อันดับที่ 4 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ ถูกกฎหมาย ได้ใน 2 วัน ไม่ต้องไปสอบที่ขนส่ง อันดับที่ 5 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชน ในตลาด SET50 ผ่านเพจ Gold trading Exchang อันดับที่ 6 : เรื่อง ปปง. เปิดให้เหยื่อแก๊งคอลเซนเตอร์ลงทะเบียนรับเงินคืน ผ่านเพจ Crime Victims Dissemination Center อันดับที่ 7 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดขายหุ้นทองคำ SET50 ผ่านเพจ White Ɠòld Ɓullion Pure อันดับที่ 8 : เรื่อง ปปง. คืนเงินให้ผู้เสียหายลงทะเบียน ผ่านบัญชีติ๊กต็อก tiktok.tv137 อันดับที่ 9 : เรื่อง ระบบเทรดหุ้น HOTKEYFx มี IC License ขั้นสูง รับรองโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 10 : เรื่อง SET เปิดคอร์สเรียนฟรี ผ่านเพจ ข่าวสารการเรียนรู้ เทรดหุ้นเป็นใน 23 วัน รับใบเซอร์หลังจบหลักสูตร “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการหลอกลวงทำใบขับขี่ผ่านออนไลน์ ชักชวนลงทุนหุ้นในหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ การคืนเงินจากมิจฉาชีพให้กับผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทั้งยังอาจสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นางสาวสุชาดา กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ ผ่านเพจ DLT License ใบขับขี่เร่งด่วน” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งเพจดังกล่าวถูกแอบอ้างโดยมิจฉาชีพหลอกให้ทำใบขับขี่ออนไลน์ ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบก ขอย้ำอีกครั้งว่า  การทำใบขับขี่ทุกประเภทต้องดำเนินการด้วยตนเองที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น และอย่าให้ข้อมูลบัตรประชาชนหรือเอกสารสำคัญกับบุคคลอื่น เพราะเสี่ยงถูกนำข้อมูลไปใช้ก่อคดีต่าง ๆ หรือใช้แอบอ้างทำธุรกรรมผิดกฎหมายได้ หากผู้ใดพบเห็นการกระทำในลักษณะนี้ สามารถแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดมายังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือ โทรสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -------------------------------------------------------

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีหน่วยงาน ทั้งบริษัท และสถาบันการเงิน ออกมาแจ้งเตือนพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มีการส่ง e-mail ปลอม ไปยังประชาชน โดยอ้างตัวเป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ หลอกลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น กระทรวงดีอี ถือเป็นปัญหาสำคัญ และไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้เตรียมประชุมหารือมาตรการป้องกันและปราบปรามการก่อเหตุดังกล่าวของสแกมเมอร์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สมาคมผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 น. ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้เบื้องต้นได้มอบหมายให้ สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA  พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชน หากได้รับข้อความจาก e-mail ที่ระบุถึงการชักชวนลงทุนร่วมกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ขอให้ตรวจสอกับหน่วยงานนั้นๆ ก่อน หรือตรวจสอบไปยัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เว็บไซต์ www.set.or.th หรือโทรศัพท์ 02-009-9999 ก่อนกระทำการใดๆ โดยอย่าหลงเชื่อและอย่ากดลิงก์รับสิทธิใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ -------------------------------------------------------

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการดำเนินการและมาตรการในการป้องกันปราบปราม การใช้ e-mail ปลอมแอบอ้างหน่วยงานเพื่อหลอกลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงดีอี ผู้แทนหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2568 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องกำปั่นทอง อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือมาตรการป้องกันและปราบปราม การใช้ e-mail แอบอ้างหน่วยงานเพื่อหลอกลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม นายไชยชนก กล่าวว่า กรณีที่แฮกเกอร์ ใช้ข้อมูล Username สำหรับเข้าระบบ taximail ในนาม 4 บริษัท เพื่อนำไปใช้ในการส่งข้อความ Mass e-mail หรือการส่งอีเมลข่าวสาร โปรโมชัน แนบลิงก์หลอกลวงจำนวนมากไปยังประชาชน แต่ไม่ใช่การแฮกระบบของทั้ง 4 บริษัทตามที่เป็นข่าว รวมทั้งไม่มีการแฮกข้อมูลขอประชาชน จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าช่องทางการแฮกข้อมูลนั้น เกิดจากช่องว่างของกระบวนการยืนยันตัวตนแบบ Two-Factor Authentication (2FA) ผ่าน e-mail ซึ่งกำหนดอายุการใช้งานของรหัส OTP นานเกินไป ( 24 ชั่วโมง) และ รหัส OTP เป็นรหัสตัวเลข 6 หลักซึ่งทำให้สามารถนำไปใช้ในการโจมตีรูปแบบ brute-force (การสุ่มรหัสผ่าน) ได้ สำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ดำเนินการบล็อกข้อความลิงก์จำนวนประมาณ 100 ลิงก์ที่ถูกใช้สลับในการหลอกลวงทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เรียกบริษัทผู้ใช้บริการซึ่งถูกแฮกข้อมูลอีเมลทางการร่วมหารือ เพื่อพิจารณาว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลหรือไม่ มอบหมายให้ สกมช.ร่วมกับ taximail ตรวจสอบระบบข้อมูลกลาง เพื่อเฝ้าระวังการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA แจ้งผู้ให้บริการ Mass email ในประเทศไทย เฝ้าระวังและยกระดับการรักษาความปลอดภัย และดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งให้มีการรวบรวมข้อมูลหลักฐานประกอบ เพื่อส่งให้กับสำนักงานตำรวจแห่งาติ (ตร.) ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ตนได้มอบหมายให้หน่วยงานฯ ดำเนินการตรวจสอบ ผลกระทบที่มีต่อประชาชน ซึ่งพบว่ามีการกดลิงก์ จำนวน 3,000 e-mail และพบความเสียหายจำนวน 1 ราย โดยให้จัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือเยียวยา “อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้มีการกำหนดมาตรการ การปรับวิธีการส่ง e-mail แนบลิงก์ ของหน่วยงานราชการ และหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะการขอข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำธุรกรรม ซึ่งตนจะนำเรื่องนี้เสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีการพิจารณาต่อไป พร้อมกันนี้ขอให้ผู้ให้บริการ รวมถึงแพลตฟอร์มอื่นๆ จะต้องยกระดับมาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยจะต้องเป็นมาตรการป้องกันที่อำนวยความสะดวก และมีระบบการรักษาความปลอดภัย ควบคู่กันไป เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน” นายไชยชนก กล่าว -------------------------------------------------------

วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี รับยื่นหนังสือจาก นายจิรภัทร โสภาลัย ผู้แทนกลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน กว่า 30-40 ราย ในประเด็นผลกระทบจากกฎกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียน รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ ทำเนียบรัฐบาล  

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ร่วมประชุมหารือการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ซึ่ง คพ. มีความสนใจและคาดว่าจะเปิดใช้งานระบบฯ ในวันที่ 15 มกราคม 2569 โดย ดีอี พร้อมให้การสนับสนุนการใช้งานระบบฯ เพื่อเป็นไปตามเป้าหมาย 2 ล้าน User ในปีนี้ ตามมติคณะกรรมการ ดีอี และเป็นการขับเคลื่อนนโยบายเร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (e-Government) ของรัฐบาลต่อไป  

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) รับหนังสือจาก นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กรณี ตำรวจยศ พ.ต.อ.อ้างคำสั่งดีอี รีดเงินเจ้าของเว็บ โดยอายัดบัญชี และเรียกตบทรัพย์ พร้อมเปิดเผยรายชื่อเว็บพนันออนไลน์ ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568  นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รับหนังสือร้องเรียนจาก กลุ่มตัวแทนไรเดอร์ในหลายแพลตฟอร์ม เพื่อขอให้เร่งหาทางบรรเทาผลกระทบจากประกาศของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เรื่องการดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ที่มีลักษณะตามมาตรา 18 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 และ พ.ศ. 2568 รวมถึงประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องกำหนดลักษณะและเงื่อนไขของรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (รย.17) และประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม (รย.18) ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคง และสร้างภาระแก่ไรเดอร์และไดรเวอร์ทั่วประเทศ   นายไชยชนก กล่าวว่า กระทรวงดีอี ให้ความสำคัญ และไม่นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชน โดยกรณีนี้เป็นความเดือดร้อนของผู้ประกอบการอาชีพ ไรเดอร์ และ ไดร์เวอร์ โดยพร้อมจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาผ่านมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือในทุกมิติ   ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้ ETDA บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก แพลตฟอร์มผู้ให้บริการ บริษัทประกัน บริษัทไฟแนนซ์ ฯลฯ เพื่อดำเนินการประชุมหารืออย่างเร่งด่วนที่สุด ในการหาทางออกและกำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่จะดำเนินการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดภาระ และเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์อย่างยั่งยืน   “วันนี้ผมรับเรื่องไว้ด้วยความเข้าใจ และขอยืนยันว่าจะใช้กลไกทางดิจิทัลทุกทางที่มีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องไรเดอร์ให้เร็วที่สุด โดยสิ่งที่เรากำลังทำไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการสร้างระบบสนับสนุนระยะยาว ให้ไรเดอร์ทำงานได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะพวกเขาถือเป็นฟันเฟือนอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย” นายไชยชนก กล่าว    สำหรับรายละเอียดข้อร้องเรียนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่กระทรวงคมนาคม และ ETDA ได้ประกาศให้ผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องดำเนินการจดทะเบียนเป็นรถยนต์สาธารณะ (รย.17 หรือ รย.18) และมีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์สาธารณะภายในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ทำให้คนขับได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการไม่อนุญาตให้ใช้รถส่วนบุคคล ค่าใช้จ่ายจากการเปลี่ยน สัญญาเช่าซื้อ และการทำประกันภัยที่สูงเกินรายได้ของคนขับ ความล่าช้าในการดำเนินการเรื่องเอกสาร รวมไปถึงการถูกจับกุมในช่วงที่ยังมีการแก้ไขกฎหมายอยู่ ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือคนขับที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ทางตัวแทนโดยกลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปฯ จึงได้นำเสนอแนวทางแก้ไข ดังต่อไปนี้ 1. ปรับกระบวนการส่งเอกสารให้สามารถดำเนินการผ่านทางช่องทางออนไลน์ได้ 2. สามารถใช้สำเนาเล่มรถในการจดทะเบียนสำหรับรถติดไฟแนนซ์ 3. ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทลีสซิ่ง 4. ปรับเปลี่ยนข้อกำหนดสำหรับรถติดไฟแนนซ์ให้สามารถใช้ประกันภัยสำหรับรถสาธารณะขั้นพื้นฐานได้ไม่จำเป็นต้องเป็นประกันชั้นหนึ่งเท่านั้น 5. แก้ปัญหาภูมิลำเนาของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะที่ต้องให้คณะกรรมการประจำจังหวัดหรือพื้นที่นั้นๆ รับรอง ทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ 6. ปรับข้อกำหนดเรื่องขนาดความจุเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันที่รถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่มีขนาดเกินจาก 125 cc ตามกฎหมายกำหนด 7. ปรับข้อกำหนดให้สามารถใช้รถเช่ามาให้บริการผ่านแอปพลิเคชันได้ 8. ขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้คนขับจำนวนมากยังสามารถหาเลี้ยงชีพได้ในขณะที่ดำเนินการจดทะเบียน   --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.