Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 8 กันยายน 2569 ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมเป็นวิทยากรเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวทางการพัฒนาและการบริหารระบบงาน สารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) โดยมีศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล   สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในการบริหารจัดการเอกสารและระบบงานสารบรรณให้มีความรวดเร็ว ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงดีอีในการผลักดันหน่วยงานภาครัฐและสถาบันต่าง ๆ สู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC)  เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 7 กันยายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 105,800 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,844 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,835 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 9 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 12 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 7 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง สิทธิบัตรทอง ครอบคลุมการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ ตั้งแต่ตรวจวินิจฉัยจนถึงการผ่าตัด   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลแจกเงินหมื่นให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายใหม่ทุกคน   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลใช้งบ 1,600 ล้านบาท สนับสนุนการใช้งาน AI ของประชาชน   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ ติดต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ผ่าน Line ID : @084xtdfb   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 7 (อุบลราชธานี) เปิดช่องทาง LINE แจ้งเหตุ เพื่ออำนวยความสะดวกบนเส้นทางทางหลวงชนบท   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Clark Bank Tanner เปิด 7 หลักสูตร 46 คอร์ส วางแผนการเงิน-การลงทุน เรียนฟรี จากตลาดหลักทรัพย์ฯ   อันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ผู้ว่าฯ กทม. พบทูตอิสราเอล ชวนสร้างกรุงเทพฯ เมืองอัจฉริยะ   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดบัญชี Threads เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดการลงทุน   สำหรับข่าวที่น่าสนใจ คือเรื่อง “ผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ ติดต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ผ่าน Line ID : @084xtdfb” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” โดย Line ID ดังกล่าวไม่ใช่ช่องทางติดต่อของทางกระทรวง และไม่มีการใช้ช่องทางดังกล่าวในการให้ผู้เสียหายขอรับความช่วยเหลือจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ผ่านการสแกน QR Code หรือแอดไลน์เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่   ทั้งนี้พบว่า Line ID อาจสร้างขึ้นโดยมิจฉาชีพ ซึ่งมีการแอบอ้างใช้ชื่อและตราสัญลักษณ์ โดยอาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีได้   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------------

วันที่ 9 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หารือทวิภาคีกับ ดาโต๊ะ เซอรี ฟาห์มี ฟัดซิล (YB Dato’ Seri Fahmi Fadzil) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของมาเลเซีย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย    สำหรับประเด็นหารือที่สำคัญนั้นทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนแนวทางการกำกับดูแลสื่อสังคมออนไลน์และการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากภัยออนไลน์ การกำกับดูแลสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะมาตรการคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยมาเลเซียได้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือคุ้มครองและปกป้องเด็กจากสื่อออนไลน์ โดยมุ่งยกระดับความรับผิดชอบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ในการลดความเสี่ยงจากเนื้อหาและพฤติกรรมออนไลน์ที่เป็นอันตราย เช่น การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก และเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อเด็ก    นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านมาตรการกำกับดูแล เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน โดยมาเลเซียได้ออกกฎหมาย Online Safety Act 2025 (ONSA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ เมื่อเดือนมกราคม 2569 และกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมแก่ผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในการลดความเสี่ยงจากเนื้อหาออนไลน์ที่เป็นอันตราย    พร้อมกันนี้ทั้งสองฝ่ายหารือถึงความสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและมาเลเซียในการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามทางดิจิทัล และเสริมสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายจะหารือและกำหนดแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมร่วมกันต่อไป

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือการบูรณาการความร่วมมือเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนระหว่าง สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) โดยมี พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ PDPC ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1101 ชั้น 11 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม    รมว.ดีอี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยการหารือร่วมกับ PDPC และ ปณท ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าหนึ่งในสาเหตุของการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการจ่าหน้าซองพัสดุ และการขนส่งสินค้า โดยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พบว่า ในช่วงระหว่างเดือน มกราคม - สิงหาคม 2569 มีการรับแจ้งคดีทางออนไลน์กว่า 700,000 คดี และพบว่าเป็นคดีหลอกลวงซื้อ-ขายสินค้ากว่า 70 % ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมการหลอกลวงหลักของสแกมเมอร์   ดังนั้นกระทรวงดีอี จึงได้มอบหมายให้ PDPC และปณท บูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนา Digital Post ID เพื่อลดความเสี่ยงการจ่าหน้าซอง ข้อมูลส่วนบุคคล ของประชาชน ภายใต้การใช้รหัส 6 ตัว เปลี่ยนจากการจ่าหน้าซองด้วยชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทร เป็น QR Code ซึ่งเป็นกลไกที่ดีและรัดกุม และเป็นไปตามมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPA   ทั้งนี้ ปณท ได้เริ่มทดลองการใช้งาน Digital Post ID หรือ “D/ID” โดยให้บุคลากรของ ปณท จำนวนกว่า 24,000 คน ได้ลงทะเบียนทดลองการใช้งานแล้ว และจะมีการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการรับ-ส่งพัสดุของปณท ได้ทดลองใช้งานต่อไป   ขณะเดียวกันด้วยข้อมูล Address ID ดังกล่าว ถือเป็น Database หรือ ฐานข้อมูลประเทศ เพื่อการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สำคัญ โดยตนได้มอบหมายให้ ปณท ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (DBD)  เพื่อบริหารจัดการระบบข้อมูลให้มีความถูกต้อง เป็นระเบียบ และพร้อมนำไปวิเคราะห์การกำหนดนโยบายที่ตรงต่อความต้องการของประชาชน ภายใต้มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ PDPC   “การพัฒนาระบบ D/ID ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่สามารถผลักดันให้ผู้ให้บริการขนส่งรายอื่นเข้าร่วมเพื่อการปรับเปลี่ยนได้ รวมทั้งยังเป็นการต่อยอดการอัปเดตฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันตนได้มอบหมายให้ ปณท และPDPC ดูแลและจัดทำระบบการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลในมาตรฐานสูงสุด พร้อมกับการเปิดรับฟังความคิดเห็นทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการรับ - ส่งสินค้ากับทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงความสะดวกด้านการรับบริการ ไม่เป็นภาระให้กับผู้ใช้บริการ ภายใต้ความมั่นคงปลอดภัยของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด” รมว.ดีอี กล่าวในตอนท้าย ---------------------------------------------------------------------------

วันที่ 9 กันยายน 2569  นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีและผู้กำกับดูแล (Ministers-Regulators Roundtable Meeting: MRRM) ซึ่งจัดขึ้นคู่ขนานกับงาน M360 ASEAN 2026 ภายใต้หัวข้อ “Building a Safer Digital Future: Global Perspectives on Age-Based Social Media Regulation” ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย    รมว.ดีอี นำเสนอแนวทางของไทยในการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก และเยาวชน โดยเน้นการยืนยันอายุ (Age Assurance) ที่มีประสิทธิภาพ ได้สัดส่วน และคุ้มครองความเป็นส่วนตัว ควบคู่กับการส่งเสริม Safe Mode การกำหนดเวลาการใช้งานที่เหมาะสมกับวัย และการรู้เท่าทันดิจิทัล พร้อมย้ำว่า ไทยยังไม่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งการดำเนินมาตรการดังกล่าวควรตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์และความเหมาะสม   นอกจากนี้ รมว.ดีอี ยังได้เสนอให้อาเซียนร่วมกันพัฒนา มาตรฐานกลางในการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-Platform User Verification) โดยใช้แนวทางที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัว และเสนอให้ Digital ID ของไทย เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือ เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็กและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัลของภูมิภาค

วันที่ 9 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุม Policymakers Roundtable – Digital Trust โดยได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ หัวข้อ “Defining Digital Trust Outcomes for ASEAN” ภายใต้งาน M360 ASEAN 2026 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย    ทั้งนี้ รมว.ดีอี ได้เน้นย้ำถึง “ความเชื่อมั่นดิจิทัล” (Digital Trust) ซึ่งต้องเป็นรากฐานของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ปลอดภัยและเติบโตอย่างยั่งยืน และประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่น่าเชื่อถือ อาทิ Digital ID และการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย ควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบผ่าน AI Governance และ Regulatory Sandboxes ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และการพัฒนาทักษะดิจิทัลของประชาชน   พร้อมกันนี้ รมว.ดีอี ยังได้เสนอให้อาเซียนมุ่งสู่ “Trust that Travels” หรือความเชื่อมั่นดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ข้ามพรมแดน ผ่านมาตรฐานร่วม ระบบ Digital ID ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือสัญญาณด้านการทุจริต เพื่อให้อาเซียนร่วมกันสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ สำหรับ Digital Trust ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล แต่เป็นรากฐานของการเปลี่ยนผ่านทั้งหมด

วันที่ 10 กันยายน 2569 ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม (ดีอี) เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ (ประเภทนวัตกรรมการบริการ) ผลงาน "การยกระดับศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC1111) ตรวจสอบ เบอร์หลอกลวง และการใช้ AI เพื่อบริการประชาชน" ในงานเสวนาวิชาการและพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 “CHANGE for a Better Future เปลี่ยน เพื่ออนาคตที่ดีกว่า” โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานจำนวนมาก ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพคเมืองทองธานี   สำหรับการมอบรางวัล “เลิศรัฐ” มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานของรัฐมีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการปฏิบัติงานให้เกิดผลสำเร็จ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน การบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง


วันที่ 11 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานงานแถลงผลการจัดทำฐานข้อมูลการเกษตรบูรณาการและสถิติการเกษตรของประเทศ “One Data” ประจำปี 2569 โดยมี นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ พร้อมผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องวอเตอร์เกทบอลรูม 1-2 ชั้น 6  โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ (ประตูน้ำ) เพื่อมุ่งบูรณาการและใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มอบนโยบายว่า One Data ต้องเป็นมากกว่าการรวบรวมฐานข้อมูล แต่ต้องเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน “ข้อมูล” ให้เป็น “พลังขับเคลื่อนประเทศ” สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลสะท้อนความท้าทายสำคัญของภาคเกษตรไทย ทั้งโครงสร้างประชากรเกษตรกรที่มีอายุเฉลี่ยสูงถึง 59.1 ปี และความจำเป็นในการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่   “ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งข้อมูล One Data พบว่าเกษตรกรไทยมีอายุเฉลี่ย 59.1 ปี ดังนั้น การสร้างความมั่นคงให้ภาคเกษตรจึงเป็นภารกิจสำคัญที่กระทรวงดีอีและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องบูรณาการร่วมกัน โดยนำข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัลมาช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร” นายไชยชนก กล่าว     สำหรับปี 2569 สำนักงานสถิติแห่งชาติได้นำร่องเชื่อมโยงข้อมูลจาก 6 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม และการยางแห่งประเทศไทย รวมมากกว่า 300 ล้าน Records และกว่า 1,000 รายการข้อมูล พร้อมจัดทำมาตรฐานกลางเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยมีเป้าหมายขยายการเชื่อมโยงให้ครบ 15 หน่วยงานในปี 2570   ข้อมูล One Data ยังสะท้อนภาพภาคเกษตรไทยอย่างชัดเจน โดยมีเกษตรกรประมาณ 9.1 ล้านราย อายุเฉลี่ย 59.1 ปี และ 65% มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ขณะที่มีเกษตรกรปลูกข้าวประมาณ 5.2 ล้านราย รวมถึงการผลิตสินค้าเกษตรที่หลากหลายตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ภาครัฐกำหนดมาตรการได้ “ตรงกลุ่ม ตรงพื้นที่ และตรงปัญหา”   รมว.ดีอี กล่าวด้วยว่า กระทรวงพร้อมสนับสนุนการนำ Smart Farming ระบบอัตโนมัติ และทักษะดิจิทัล มาใช้กับภาคเกษตร โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีช่วยลดภาระแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับโครงสร้างเกษตรกรสูงวัย พร้อมผลักดันให้ One Data เปลี่ยนจาก Data Integration สู่ Data Utilization และ Data-Driven Agriculture   “หวังว่าข้อมูลที่เราจัดทำขึ้นในวันนี้ จะไม่เป็นเพียงรายงานประจำปี แต่จะเป็น ‘เข็มทิศ’ นำทางอนาคตของภาคเกษตรไทย ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” รมว.ดีอี กล่าว

วันที่ 11 กันยายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดกิจกรรม "เปิดตัวโครงการขยายศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพื่อการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์" โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร นายชวชิต สุนทรศารทูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านธุรกิจเอส เคิร์ฟ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) นายปริญญา สุวรรณชินกุล รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาศักยภาพด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมงาน ณ ห้องออดิทอเรียม ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ชั้น 2 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลระดับชุมชนผ่านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)   นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาเพื่อเปิดงานในตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้ "ดิจิทัล"  ได้แทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของสังคมไทย ตั้งแต่เศรษฐกิจ งานราชการ การศึกษา ไปจนถึงชีวิตประจำวันของคนทุกกลุ่ม โครงการขยายศูนย์ดิจิทัลชุมชนฯ จึงไม่ใช่แค่ยกคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ตไปตั้งไว้ในพื้นที่ แต่เรากำลังต่อยอดโอกาสจากมือของคนในชุมชนเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ OTOP ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ทุกคนต้องสามารถปรับใช้และต่อยอดเครื่องมือดิจิทัลได้จริง ตัวเลขที่ฉายภาพชัดคือมูลค่าตลาด E-Commerce ไทยแตะ 1 ล้านล้านบาทไปแล้ว และมีทิศทางไปแตะ 1.8 ล้านล้านบาทภายในปี 2573    พร้อมกล่าวต่อว่า ตัวเลขนี้เล่าได้แค่ครึ่งเดียว เพราะโจทย์จริงไม่ใช่ตลาดจะโตแค่ไหน แต่คือคนตัวเล็กในชุมชนจะยืนอยู่ตรงไหนของสมการนี้ จะได้ส่วนแบ่งเท่าไร และสู้ในสนามที่ใหญ่ขึ้นได้จริงหรือไม่ สำหรับกระทรวงดีอี E-Commerce ไม่ใช่แค่ช่องทางขาย แต่เป็นเครื่องมือเพื่อเชื่อมความเหลื่อมล้ำให้แคบลง กระจายรายได้ให้ทั่วถึง และเปิดสนามใหญ่ให้รายเล็กเข้าแข่งได้  ของดีจากภูมิปัญญาท้องถิ่นจะไม่ถูกกักไว้แค่ตลาดใกล้บ้านอีกต่อไป    จุดที่ทำให้โครงการนี้ต่างจากเดิม คือการจับมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) วางศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั้ง 125 แห่งไว้ในที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่คนในชุมชนเดินเข้าออกอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ยกระดับจากที่เคยเป็นแค่จุดให้บริการอุปกรณ์ ไปเป็นสนามฝึกขายจริง ครบวงจรตั้งแต่เปิดร้านออนไลน์ ถ่ายภาพสร้างคอนเทนต์ ไลฟ์สดขายสินค้า ไปจนถึงจัดการออเดอร์และส่งของแบบไม่ต้องขยับออกจากจุดเดียว พร้อมเป็นตัวเชื่อมวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ OTOP และ SMEs เข้ากับแพลตฟอร์มออนไลน์ เครือข่ายขนส่งของ ปณท และเครือข่ายการตลาด ให้กลายเป็นรายได้จริงของคนในพื้นที่   ศูนย์ดิจิทัลชุมชนโฉมใหม่ ต้องเลิกเป็นแค่ "ห้องเก็บอุปกรณ์" แต่ต้องขยับไปเป็น "พื้นที่แห่งโอกาส" ที่คนเดินเข้ามาปรึกษาได้ ลงมือทำได้จริง และเดินออกไปพร้อมทักษะที่ใช้ในชีวิตต่อได้ทันที กลไกขับเคลื่อนคือการปั้น "วิทยากร E-Commerce ชุมชน" ที่ไม่ใช่แค่คนสอนคลิกใช้แอป แต่ต้องรู้จักบริบทพื้นที่ อยู่เคียงข้างผู้ประกอบการตอนลงมือทำจริง และช่วยแก้ปัญหาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะเป้าหมายไม่ใช่ตัวเลขคนเข้าอบรม แต่คือร้านที่ขายได้จริง รายได้ที่โตขึ้นจริง และผู้ประกอบการที่ยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเองในระยะยาว   "บ้านเราไม่เคยขาดของดี ไม่เคยขาดภูมิปัญญา และไม่เคยขาดคนเก่ง สิ่งที่ยังขาดคือคนที่จะช่วยเชื่อมระหว่าง 'ของดี' กับ 'ตลาดที่ใช่' ให้มาพบกันกลางทาง ด้วยความรู้ เทคโนโลยี เครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐานที่พาไปถึงกันได้จริง ตลาดออนไลน์อาจไม่มีพรมแดนขวางกั้น แต่โอกาสไม่เคยเดินมาเองถ้าคนในพื้นที่ยังไม่มีทักษะ ไม่มีเครื่องมือ และไม่มีคนหนุนหลัง งานของเราจึงไม่ใช่แค่ดันชุมชนขึ้นแพลตฟอร์ม แต่คือทำให้ชุมชนยืนเอง แข่งเอง และโตเองได้ในโลกเศรษฐกิจดิจิทัล เราหวังว่า ศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั้ง 125 แห่งนี้ จะเป็นจุดตั้งต้นของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เป็นแหล่งสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ และเป็นเครือข่ายที่พาสินค้าชุมชนกับ OTOP ไทยไปได้ไกลกว่าที่เคย" รมช.ดีอี กล่าวในตอนท้าย


วันที่ 11 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานติดตามการใช้งานเทคโนโลยีของบุคลากรด้านสาธารณสุข จ.นครศรีธรรมราช โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายแพทย์สุทธิพจน์ ชยณัฐพงศ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี หัวหน้าหน่วยงานภายในจังหวัด บุคลากรด้านสาธารณสุข เข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุม ชั้น 5 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช    รมว.ดีอี กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการร่วมหารือและแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ซึ่งกระทรวงดีอีได้ดำเนินโครงการ TH-AI Passport เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรและประชาชนได้พัฒนาความรู้และทักษะด้าน AI อย่างทั่วถึง ในขณะเดียวกันก็เพื่อให้บุคลากรด้านสาธารณสุข สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการประยุกต์ใช้งาน AI สำหรับการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดในการให้บริการประชาชนได้   ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอีจะประสานหารือร่วมกับ สธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดการดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลของ รพ.สต.ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผ่านระบบ “หมอพร้อม” และการเชื่อมโยงระบบ Health Link ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลสาธารณสุขระหว่าง สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI และโรงพยาบาลในสังกัดของ สธ. เข้าด้วยกัน เพื่อให้บุคลากรแพทย์ได้สามารถใช้งานระบบส่งต่อข้อมูลระหว่าง โรงพยาบาล ภายใต้ สธ. และที่ไม่อยู่ในการกำกับดูแลของ สธ. ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการด้านสุขภาพได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น    “ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการทำงานและการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะงานด้านสาธารณสุข ซึ่งสามารถนำ AI มาช่วยในการจัดการข้อมูล การวิเคราะห์สถานการณ์ การจัดทำรายงานและสื่อด้านสุขภาพ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ภายใต้การใช้งานที่จะต้องคำนึงถึงความถูกต้อง ความปลอดภัย จริยธรรม และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลด้านสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป”   



วันที่ 11 กันยายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการติดตามการขับเคลื่อนโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมข้อมูล และ AI ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ดร.กณพ เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช นายพรชัย หอมชื่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี หัวหน้าหน่วยงานภายในจังหวัด และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม เทศบาลนครนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช    รมว.ดีอี กล่าวว่า โครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ถือเป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะ ที่สามารถทำให้ประชาชน เข้าถึง เข้าใจ ในการใช้งานเทคโนโลยี ผ่านการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาชน ด้วยการขับเคลื่อนส่งเสริมตามนิยามที่ว่า “People-Centric Smart City” หรือเมืองสมาร์ทซิตี้ของทุกคน ซึ่งตอบโจทย์ของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้   ตนขอชื่นชม โครงการต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การขับเคลื่อนตามแนวทาง “People-Centric Smart City” อาทิ โครงการแอปเทศบาล ซึ่งอำนวยความสะดวกการให้บริการประชาชน แก้ไขปัญหาในงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ภายใน 48 ชม. หรือโครงการ Smart Living การเตือนภัยน้ำท่วมแบบ Realtime ด้วยกล้อง CCTV ที่ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงกล้อง CCTV ได้ด้วยตนเอง ฯลฯ    สำหรับการติดตามความคืบหน้าของโครงการ Smart City ดังกล่าว พบว่าเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้พัฒนาแอปพลิเคชันร้องทุกข์ ในชื่อ “แอปเทศบาล” เพื่อให้ประชาชนได้สามารถสื่อสารกับเทศบาลในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน 22 บริการ โดยพบว่ามีประชาชนใช้งานแอปฯ แล้วจำนวนกว่า 100,000 คน แก้ไขปัญหาในเขตพื้นที่รับผิดชอบแล้วกว่า 40,000 รายการ   ทั้งนี้การดำเนินโครงการ Smart city ได้สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้ประชาชนเชื่อมั่น และไว้ใจที่จะใช้งานเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่เทศบาลอื่น ๆ ในหลาย ๆ พื้นที่ได้ ทั้งด้านการส่งเสริมอาชีพ การสร้างความมั่นคงปลอดภัย ด้วยการเข้าถึงการใช้งานได้ในแพลตฟอร์มเดียว   “หากเราไม่สามารต่อยอดทำให้ประชาชน เข้าถึง เข้าใจ และสามารถใช้งานเทคโนโลยีได้จริง ต่อให้เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในโลกก็ไม่มีความหมาย หลาย ๆ โครงการใน Smart City ของเทศบาลนครนครศรีฯ มีหัวใจสำคัญคือ การทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง การทำงานร่วมกับประชาชน โดยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ใช้งานได้ง่าย มีความสเถียร และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้จริง ซึ่งถือเป็นโมเดลต้นแบบของเมืองอัจฉริยะที่ส่งต่อองค์ความรู้ ความเข้าใจ ให้กับพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศได้” รมว.ดีอี กล่าว  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.